เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กับหนทางสู่...นิติรัฐ

   ระบบกฎหมายไทย ได้มีมาตรการในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน ในรูปแบบต่าง ๆ มานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมา เรายังมิได้มีการเรียกขานกันอย่างคุ้นปากว่า “สิทธิมนุษยชน” (Human Rights) แต่อย่างไรตาม การที่จะส่งเสริมและคุ้มครอง "สิทธิมนุษยชน" ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำต้องมีการรับรองถึงสิทธิต่างๆ ของพลเมืองก่อน เพื่อที่จะรับผิดชอบดำเนินการในการปกป้องและค้มุครองอย่างเป็นธรรม

“สิทธิมนุษยชนมันคือ ศักด์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมีอย่างเท่าเทียมกัน ต้องเคารพในสิทธิของกันและกัน มันคือพื้นฐานของทุกอย่างมันเหนือกว่าสิ่งที่ถูกต้องที่ไหนก็ตาม ถ้าไม่มีหรือละเลยทำลายสิทธิมนุษยชน ไม่มีที่ไหนในโลกจะมีความยุติธรรมหรือสิ่งที่ถูกต้องเหนือกว่าเหตุผล ถ้ากฎหมายที่ว่าไปด้วยหลักการล้วนๆโดยไม่คำนึงถึง ความถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน กฏหมายนั้นย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน สมควรที่ต้องมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวด้วย”

แม้รัฐธรรมนูญจะได้มีการรับรองและคำนึงถึง หลักสิทธิมนุษยชนรวมทั้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ก็ตาม แต่นิยามของคำว่า “สิทธิมนุษยชน” ภายใต้ระบบกฎหมายไทย ซึ่งอยู่ในรูปของประมวลกฎหมาย (Civil Law) กลับจำกัดขอบเขตความหมายไว้แต่เพียง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของ หรือตามกฎหมายไทย หรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม” เท่านั้น ซึ่งส่งผลทำให้สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนหลายๆ อันที่ประเทศไทยมิได้มีพันธกรณีด้วย จะไม่ได้รับการส่งเสริมและคุ้มครองอย่างเหมาะสมและเท่าเทียมกัน และยิ่งไปกว่านั้นคำนิยามดังกล่าวอาจไม่สามารถครอบคลุมไปถึง การละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

นางสาวจันทร์จิรา จันแผ้ว สมาชิกเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า “กฎหมายที่เรามีอยู่ มันมีเพื่อการควบคุมให้คนในสังคมอยู่ภายใต้กรอบที่วางเอาไว้ โดยไม่คำนึงถึงว่าสิ่งนั้นมันเป็นการทำลายสิทธิของประชาชนอย่างร้ายแรงมาก มันเป็นการปิดกั้นให้คนชั้นล่างของสังคม เข้าไม่ถึงกฎหมายที่เขาควรจะรับรู้และเท่าทัน นอกจากนั้น กฎหมายในปัจจุบันเป็นเหมือนกันมองแค่การละเมิดสิทธิในปัจจุบันเท่านั้น แต่อนาคตยังไม่แน่ว่าจะมีการพูดถึงเรื่องกฎหมายที่มีเพื่อปกป้องสิทธิต่างๆ ของประชาชน มันยังยืนอยู่บนความไม่แน่นอน มันทำให้ข้อจำกัดทางกฎหมายเป็นตัวการสำคัญ ในการละเมิดสิทธิของประชาชน คือการตีความกฎหมายแค่ในตำราเท่านั้น โดยไม่นึกถึงสภาพคว่ามเป็นจริงที่ปรากฎ เป็นเรื่องที่เลวร้ายมากกับการมองกฎหมาย เป็นช่องทางแห่งการกดทับซึ่งสิทธิมนุษยชนที่แสดงออกในหลายรูปแบบ”

ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสังคมมากมาย ซึ่งมีรากฐานมาจากการไม่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งกฎหมายที่ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อชีวิตคนในสังคม ทั้งในทางให้สิทธิ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และในทางลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ในขณะที่นักกฎหมายและทนายความด้านสิทธิมนุษยชน มีไม่เพียงพอต่อสภาพปัญหาและความต้องการ ประชาชนจึงไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง การประสานความร่วมมือจากนักกฎหมายและทนายความ ตลอดจนขยายแนวคิดด้านสิทธิแก่นักกฎหมายและทนายความ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจสิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง

นางสาวคุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความด้านแรงงาน สมาชิกเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนกล่าวเพิ่มเติมว่า “อย่างที่บอก....นักกฎหมายและทนายความมักตีความในมุมที่แคบๆ ซึ่งตีความเพียงแต่ตัวอักษรหรือตามพจนานุกรมกฎหมาย เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักกฎหมายและทนายความ ที่ปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชนจึงถูกสร้างขึ้นมา เพื่อการเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง ขยายแนวคิดด้านสิทธิแก่นักกฎหมายและทนายความ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่มองผ่านแค่เรื่องของกฏหมาย เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากเพราะบุคลากรทางด้านสิทธิมนุษยชนมีน้อย ในการพัฒนาสังคมให้ดำเนินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง กระบวนการทางกฏหมายสิทธิมนุษยชนมีส่วนสำคัญมากในการหนุนเสริม เพราะนักพัฒนาบางทีก็มีจุดอ่อนในการเข้าใจถึงแก่นของกฎหมาย เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องของเทคนิคของการว่าความ ซึ่งบางที่นักพัฒนาไม่รู้เรื่อง การรวมกลุ่มของนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจึงน่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการหนุนเสริมให้เคารพซึ่งสิทธิมนุษยชน ชุมชนให้มีความถูกต้องและเหมาะสม”

การหล่อหลอมประสบการณ์ ด้านสิทธิมนุษยชนที่ร่วมกันกับหลายๆ องค์กรณ์มีส่วนผลักดันให้เกิด เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ทั้งเป็นส่วนสร้างการเรียนรู้ที่จะเข้าใจ และเคารพในหลักสิทธิมนุษยชนในทุกด้าน อันเป็นพื้นฐานของสังคมที่ยอมรับความแตกต่าง ซึ่งเป็นการปกครองโดยกฏหมายที่เอื้อต่อการแสดงออกทางสังคมอย่างเสรีและเคารพผู้อื่น

“เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เป็นการรวมเอานักกฏหมายรุ่นใหม่ที่ก้าวข้ามผ่านการตีความเพียงตัวบทในตำราอีกต่อไป มองในมิติของสังคมที่มีความซับซ้อนสูง คือตีความในทุกด้านที่พอจะมีช่องทางในทางกฏหมาย เราพยายามสร้างกระแสแนวคิดใหม่ให้นักกฎหมายทั้งหลาย ในการที่จะไม่ละเลยเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเพราะการละเมิดสิทธิคือบ่อเกิดของความขัดแย้งที่สำคัญที่สุดของสังคม ดังนั้น ถึงแม้วันนี้นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนยังมีไม่มากนัก แต่ก็ขอเป็นเครือข่ายหนึ่งในการเรียกร้องหรือทำงานเกี่ยวกับสิทธเมนุษยชนในด้านกฎหมาย และเรายังมีความหวังว่าในอนาคตนักกฎหมาย ทนายความ ข้าราชการเกี่ยวกับกฏหมายทั้งหมดจะเข้าใจ เคารพในหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเท่าเทียม และทั่วถึงกันทั้งหมด” นางสาวมนทนา ดวงประภา สมาชิกเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวเสริม

อนึ่ง...เรื่องสิทธิมนุษยชนนี้มิใช่เป็นเพียงเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติกา สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือข้อตกลงต่างๆ ที่หลายคนคิดว่าอาจไกลตัว แท้จริงแล้วสิทธิมนุษยชนเป็นสาระสำคัญประการหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ที่บัดนี้เราทุกคนตระหนักชัดแล้วว่ามีความสำคัญต่อชีวิตทุกด้านของเรา การระบุสิทธิมนุษยชนในรายละเอียดไว้มากมาย หลายมาตรา อาจกล่าวได้ว่ามีผลทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนสอดคล้องเหมาะสมกับเงื่อนไขต่างๆ ของสังคมไทยมากขึ้น แม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม

“ที่ทำมาทั้งหมด ใช่ว่ากฎหมายบ้านเมืองเราจะไม่มีการระบุหรือบัญญัติไว้เลย ตรงกันข้ามกฎหมายบ้านเราระบุเรื่องสิทธิมนุษยนเอาไว้มากมาย ถึงกระนั้นก็เป็นเสมือนเสือกระดาษที่มีไว้ขู่ สุดท้ายปัญญาก็อยู่ที่คนที่นำมาใช้มากกว่า

ดังนั้นเราควรช่วยกันในทุกด้านในการรณรงค์ หรือมีการเรีนรู้อย่างต่อเนื่อง และเราหวังว่าสังคมไทยจะไม่มีการละเมิดสิทธิ และเสริมสร้างระเบียบจารีตของสังคม ไปสู่การปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างแท้จริง” นางสาวภาวิณี ชมศรี สมาชิกเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวส่งท้ายอย่างมีความหวัง.



ที่มา : www.thaingo.org (222.123.52.174) [2008-11-14 17:56:37]
ศูนย์ข้อมูล กป.อพช. อีสาน 53/1 ซ.สระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 3200