|
|
โรงเรียนชุมชนชาวนา ของ 'ป้าแล่ม'
|
"ไม่ใช่โรงเรียนสอน ทำนา แต่โรงเรียนชุมชนชาวนา ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชวนชาวนาวางเคียว มาเคี่ยววิชาเลี้ยงกบ ย้อมผ้า...ผู้ก่อการคือ ป้าแล่ม" เรื่องโดย ปริศนา มะลิซ้อน คัดจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553http://www.bangkokbiznews.com
โรงเรียนชุมชนชาวนา ที่บ้านปลาบู่ ตำบลหนองแสง อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ไม่ได้สอนวิชาทำไร่ไถนาตามชื่อ แต่คือ โรงเรียนทางเลือกที่เปิดขึ้นมาสำหรับชาวนาและลูกหลานชาวนาโดยเฉพาะ
ปลายทางไม่ใช่ใบประกาศหรือวุฒิบัตรใดๆ แต่อยากให้ลูกอีสาน รู้สึกรักภูมิลำเนาและอยากกลับมารับใช้บ้านเกิด
หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ คือ ธีรดา นามให หรือ "ป้าแล่ม" ของเด็กๆ แม้อายุอานามจะไม่มากนัก แต่เพราะอาวุโสกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อีกทั้งเป็นผู้ก่อตั้ง โรงเรียนชุมชนชาวนาบ้านปลาบู่ ขึ้นมา จึงได้รับการยกย่องให้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนและได้ตำแหน่งอาวุโสเป็นพิเศษ
คุณป้ายังสาว เป็นลูกหลานหมู่บ้านนี้ จบระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม สาขาวิชาพัฒนาชุมชน หลังเรียนจบเธอก็ทำงานพัฒนามาโดยตลอด และมีไฟฝันอยากจะทำงานเพื่อสังคม
วันหนึ่งได้มีโอกาสส่งใบสมัครไปเข้าร่วมโครงการทุน IFP ของมูลนิธิฟอร์ด ซึ่งเป็นองค์กรอิสระมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้ที่จะได้ทุนนี้ต้องมีคุณสมบัติ คือ มีศักยภาพความเป็นผู้นำ มีประสบการณ์การทำงานด้านบริการชุมชนหรือกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนา และมีความมุ่งมั่นและผูกพันที่จะนำความรู้ประสบการณ์มาทำให้เกิดประโยชน์กับ ชุมชนและสังคม
ธีรดามีคุณสมบัติครบถ้วน จึงได้รับทุนไปต่อปริญญาโท 3 ปี ในหลายประเทศ
"ระหว่างที่เรียนนี้จะมีการเดินทางเรื่อยๆ อยู่ไม่ค่อยเป็นที่ เลยตอบลำบากว่าจริงๆ แล้วเรียนอยู่ที่ประเทศไหนแน่ เพราะมีทั้งยุโรปและเอเชีย โดยจะเรียนและฝึกประสบการณ์อยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์นานที่สุด 11 เดือน ใจความหลักของทุนนี้มีการเรียนรู้ในเชิงพัฒนาพร้อมกับการอนุรักษ์ในแบบสมัย ใหม่ แล้วเจ้าของทุนมักจะตั้งคำถามให้เราตอบอยู่บ่อยๆว่า "เมื่อคุณเรียนจบแล้วคุณอยากจะกลับไปทำอะไรที่บ้านของคุณ"
เธอบอกว่า การเดินทางของเธอ เหมือนนักเดินทางที่ไม่มีแผนที่อยู่ในมือ ทำได้เพียงสุ่มค้นหาอะไรสักอย่างให้กับชีวิต แต่ก็ยังตอบตัวเองไม่ได้สักทีว่าสิ่งนั้นคืออะไร หลายปีกับชีวิตไกลบ้าน ได้พบเจอเพื่อนต่างชนชาติ ต่างภาษา และต่างความคิด ทำให้ชีวิตได้รู้จักการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งทำให้ลูกสาวชาวนาแห่งหมู่บ้านปลาบู่ได้เรียนรู้ชีวิตมากมายตามไปด้วย พร้อมกับค้นพบว่า
ยิ่งไปไกล ก็ยิ่งเหมือนกลับมาใกล้...ทำให้รู้สึกว่า เรียนจบแล้วต้องกลับมาบ้านเพื่อทำอะไรสักอย่าง
แน่นอน บัณฑิตปริญญาโทเลือกกลับมาตั้งต้นที่บ้าน ตั้งใจสานต่อสิ่งที่เคยฝันเอาไว้สมัยเรียน
"ตอนเรียน ครูถามว่า พ่อแม่ใครเป็นชาวนาบ้าง จะไม่ค่อยมีใครกล้ายกมือ เพราะอาย เลยทำให้กลับมาคิดว่า เราจะทำอย่างไรให้เด็กรุ่นใหม่ภูมิใจกับอาชีพชาวนาของพ่อแม่ และยกมือบอกเพื่อนได้อย่างภาคภูมิใจ"
ธงของธีรดา คือ การกลับมาสร้างความภาคภูมิให้กับอาชีพนี้ จากนั้นหลายๆ อย่างก็ผุดขึ้นมาในสมอง พร้อมกับปัญหาต่างๆ ก็ตามมาเป็นระลอกด้วยเช่นกัน เริ่มจากครอบครัวที่ไม่เข้าใจว่า จบปริญญาโทจากเมืองนอกมา ทำไมต้องกลับมาทำงานที่บ้าน ทำไมไม่ไปทำงานในเมืองกรุง เพื่อนบ้านที่มองด้วยสายตาดูถูกดูแคลน แต่เธอก็ไม่ท้อ
บอกเขาว่าจะทำโรงเรียนชาวนา เขามองไม่ออก คิดไม่ออก ว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร เพราะเขาคิดว่าการเป็นชาวนามันต้องเรียนด้วยหรือ ทำให้เราดูไม่เข้าท่า จนกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนในหมู่บ้าน พ่อแม่ก็ไม่สนับสนุน แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะถอยหรือล้มเลิกความตั้งใจ เพราะนิสัยเราเป็นคนที่ถ้าคิดจะทำอะไรจะต้องทำให้ได้
เมื่อเข้าทางกลุ่มผู้ใหญ่ไม่ได้ ธีรดาจึงเปลี่ยนไป "ซื้อใจ" เด็ก เพราะน่าจะเข้าถึงได้ง่ายและสื่อสารกันได้เข้าใจมากกว่า ถ้าริเริ่มทำอะไรกับเด็กได้เป็นผลสำเร็จ จะต่อสายตรงถึงผู้ใหญ่ก็ง่ายนิดเดียว ยิ่งถ้าเป็นเรื่องดีๆ มีชัยไปเกินครึ่ง
ป้าแล่มจึงเริ่มต้นด้วยการสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กในช่วงกลางคืน จนรู้ไปถึงหูเด็กต่างหมู่บ้าน จึงแห่กันมาขอเรียนด้วย แล้วข่าวก็เริ่มแพร่กระจายไปในวงกว้างจนถูกเชิญไปสอนพิเศษตามสถาบันต่างๆ
"เลยเป็นโอกาสอันดีเมื่อเด็กได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับเรามากขึ้น เราก็เริ่มชักชวนให้เขามาร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แล้วก็เป็นที่มาของการจัดตั้ง โรงเรียนชุมชนชาวนาขึ้นมาป้าแล่มของเด็กๆ เล่า
วางเคียวมาเลี้ยงกบ
โรงเรียนชุมชนชาวนา เริ่มต้นทำกิจกรรมที่ลานวัดบ้านปลาบู่ เมื่อ พ.ศ. 2549 เพราะยังไม่มีงบประมาณในการจัดทำอาคารสถานที่อย่างเป็นหลักแหล่ง โดยเริ่มจากกิจกรรมง่ายๆ คือการทำข้าวต้มมัดกินร่วมกัน การเล่นเกมต่างๆ ทำเอาเสียงเฮฮาดังลั่นลานวัด
แต่นั่นก็เป็นตัวจุดความสนใจให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก จากนั้นก็เริ่มสอดแทรกกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างรายได้ให้กับเด็กๆ ด้วย คือ การเลี้ยงกบ เริ่มต้นด้วยการแจกจ่ายพันธุ์กบให้เด็กๆ ไปเลี้ยงที่บ้าน เมื่อกบโตเต็มที่ เด็กๆ ก็จะนำไปขายที่ตลาด ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ในกลุ่มก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้น และทำให้โรงเรียนชุมชนชาวนาที่มุ่งเน้นเรื่องการศึกษาทางเลือกได้เกิดขึ้น ที่นี่ มากไปกว่านั้น พอผู้ปกครองเห็นเด็กเลี้ยงกบได้ ก็อยากจะเข้ามาช่วย เอาเงินมาลงทุน จนท้ายที่สุด พ่อแม่ผู้ปกครองจึงเข้ามามีส่วนร่วมไปโดยปริยาย
"เราส่งเสริมการทำกิจกรรมหลายอย่าง แต่ที่เป็นรูปเป็นร่างและมีสมาชิกเข้มแข็งคือ กลุ่มมัดย้อม มีทั้งผู้ใหญ่และเด็กช่วยเหลือกัน สมาชิกประมาณ 30 คน โดยทั้งหมด ร่วมกันคิดตั้งแต่ขั้นตอนการเอาผ้ามามัดย้อม ออกแบบลาย ผลิตเป็นกระเป๋า เป้ ผ้าห่ม และอื่นๆ โดยขณะนี้ทำตามออเดอร์ซึ่งเข้ามาเยอะมาก เรียกว่ารายได้ของกลุ่มมีมากพอจะเลี้ยงตัวเองได้ แต่มีข้อแม้ว่าพอถึงฤดูลงนา และ เกี่ยวข้าว พวกเขาจะปิด และ หยุดทำ เพื่อหันหน้าทำอาชีพที่บรรพบุรุษให้มาจนเสร็จก่อน ค่อยไปทำงานเสริม"
ที่นี่ยังมีกองทุนสวัสดิการสำหรับสมาชิกด้วย โดยมีการร่วมกันทำนารวม โดยนารวมที่ว่านี้เธอสละที่นาของเธอ 7 ไร่ เอาไว้เพื่อให้สมาชิกและเด็กๆ มาร่วมกันทำ และเก็บข้าวเอาไว้เป็นกองทุน โดยกองทุนดังกล่าวขณะนี้มีสะสมไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท โดยเงินที่ได้จะปล่อยให้สมาชิกที่มีด้วยกัน 60 ชีวิตกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ นอกจากนั้นใครจะเข้ามาเป็นสมาชิกจะต้องทำนาแบบเกษตรอินทรีย์เท่านั้น
"ถามความสำเร็จ คงจะวัดกันยาก แต่ตอนนี้ทั้ง จังหวัด และ อำเภอ ยอมรับกลุ่มของเรามากว่าเข้มแข็ง อำเภอก็จะเอากลุ่มของเราไปเป็นตัวอย่าง มีคนอยากจะเข้ามาดูงาน เพราะกลุ่มเรามีคนหลากหลายวัยเรียนรู้ร่วมกัน"
ป้าแล่มย้ำปรัชญาเริ่มต้นของโรงเรียนชุมชนชาวนาว่าเป็น "โรงเรียนทางเลือก" และหัวใจสำคัญของโรงเรียนทางเลือกคือไม่มีกระบวนท่า ไม่มีกระบวนยุทธ ไม่มีโมเดล ทุกคนจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กับเรียนรู้ไปด้วยกัน เจอปัญหาก็แก้ สำเร็จก็ชื่นชม
"ขณะนี้โรงเรียนของเรายังขาดบุคลากรที่มีใจรัก และอยากจะทำงานด้านนี้ ปีนี้เราต้องการพัฒนาแกนนำชุมชนขึ้นมา จะได้ไปต่อยอด พัฒนาแกนนำในหมู่บ้านอื่นๆ เพื่อสร้างกลุ่มและสร้างการเรียนรู้เหมือนหมู่บ้านของเราให้ได้" นักพัฒนาสาวแห่งบ้านปลาบู่ บอก ถึงเป้าหมาย
..............................................................................
แม้จะตั้งต้นด้วยผู้หญิงตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว แต่ 3 ปีผ่านไปกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์กว่า 60 ชีวิต น่าจะบอกได้ว่า "โรงเรียนชุมชนชาวนา" ไม่ใช่แค่แหล่งเรียนรู้นอกทุ่ง แต่เป็น "สถาบันชุมชนชาวนา" ที่มีทั้งชีวิต จิตวิญญาณ และเข้มข้นด้วยอุดมการณ์ ที่มากพอๆ กับจิตใจขันอาสา
เพราะ "ป้าแล่ม" ของเราแท้ๆ
///////////////////////////////////////////////////
ชาวนาของคุณป้ายังสาว
ด.ญ.รัตติยาภรณ์ มุ่งร่วมกลาง หรือ น้องพลอย วัย 11 ปี นักเรียนชั้นป. 5 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 17 จ.มหาสารคาม หนึ่งในสมาชิกของโรงเรียนชุมชนชาวนารุ่นบุกเบิก
พลอยได้เลี้ยงกบ แล้วเอารายรับมารวมกัน จัดตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการของหมู่บ้าน ทุกขั้นตอน พลอยบอกว่า มี "ป้าแล่ม" เป็นที่ปรึกษาใกล้ชิด
กิจกรรมทำผ้ามัดย้อม สาวน้อยวัย 11 ขวบคนนี้ก็ไม่พลาด แถมยังเล่าขั้นตอนได้อย่างละเอียดยิบ
"เปลือกอาลาง ประดู่ และกระโดน จะให้สีน้ำตาลและสีม่วง เปลือกมะม่วงและลิ้นฟ้าให้สีเหลืองและเขียว ส่วนเปลือกรงค์ไทรให้สีแดงออกน้ำตาลเข้ม ซึ่งความเข้มข้นของสีจะขึ้นอยู่กับกระบวนการย้อม"
สาวน้อยเจื้อยแจ้วต่อว่า การทำผ้ามัดย้อมถือได้ว่าเป็นการฝึกความอดทน ฝึกการใช้สมาธิให้ใจเย็น รอบคอบ มีระเบียบวินัย และที่สำคัญคือการพัฒนาจินตนาการเพื่อการสร้างลายผ้าด้วย ทุกวันนี้ พลอยกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการมัดย้อมของหมู่บ้านไปแล้ว โดยกลุ่มมัดย้อมของเธอมีชื่อว่า ปลาบู่มัดย้อม
คูณ บุพตา คุณป้าวัย 57 ปี อีกหนึ่งสมาชิกที่แข็งขันของกลุ่มมัดย้อมบอกว่า ทุกวันหลังเกี่ยวข้าวเสร็จ เพื่อนๆ จะมารวมตัวกันที่โรงมัดย้อมของหมู่บ้าน แล้วก็จะลงมือย้อมผ้า เพื่อไปส่งขายยังศูนย์ต่างๆ ทำให้มีรายได้เพิ่ม
"ได้มีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและมีความสุข คนในชุมชนก็มีความใกล้ชิดและเข้าใจกันมากขึ้น" คูณ ยิ้ม และบอกต่อว่า
"เป้าหมายต่อไปที่อยากเห็นคือ มีอาหารกินตามฤดูกาล ทำนาไม่ใช้สารเคมี ผลิตอาหารกินเอง และสมาชิกครอบครัวปรองดองกัน" คูณเป็น ผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งซึ่งเคยดูถูก "แล่ม" ไว้เมื่อ 3 ปีก่อน
นราภรณ์ ดีมาก หรือ "พี่ลิ" ครูพี่เลี้ยงประจำโรงเรียนชุมชนชาวนา สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างของหมู่บ้านปลาบู่
บางครั้งเวลาที่ชาวบ้านร่วมประชุม ปกติจะมีแต่ผู้ใหญ่ที่แสดงความคิดเห็น แต่ปัจจุบันนี้เด็กๆในหมู่บ้าน ก็ร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ซึ่งทำให้สังคมบ้านปลาบู่เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก และเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี หลายหมู่บ้านก็พยายามเอาไปปรับใช้เป็นตัวอย่างให้กับชุมชนของตนเอง ลิ บอกอย่างภูมิใจ ที่ได้มีโอกาสกลับมารับใช้หมู่บ้าน หลังจากเป็นบัณฑิตมาไม่กี่ปี
|
|
|
|
ที่มา : ปริศนา มะลิซ้อน หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
(112.142.9.201)
[2010-02-23 16:04:54]
|
|
|
|
|