ลงหนองหาน : พ่อพญาขอม
"ลงหนองหาน" เป็นสารคดีจากความทรงจำของผู้เขียน เป็นเรื่องราวของผู้คนในท้องทุ่งหนองหาน อ.กุมภวาปี จ. อุดรธานี ที่ผูกพันกับเวิ้งหนองหาน ทุ่งหนองหานเป็นเหมือนบันทึกที่บรรจุวิถีชีวิตของชาวเวิ้งหนองหานในช่วงหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบัน ซึ่งหลายส่วนได้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เห็นเค้าเดิม แต่บางส่วนยังคงดำรงอยู่ ซึ่งเขียนไว้ทั้งหมด ๑๐ บท เสียงคนอีสานได้เสนอมาถึงบทที่ ๖ พ่อพญาขอม(ตอนที่ ๑)
พ่อพญาขอม (ตอนที่ ๑)
โอเฮาโอพวกฟ้อนเฮาโอ
มาฮอดนี่เถิงที่เฮือนไผ
เฮือนผู้ได๋หลังใหญ่อาดหลาด
บ่ได้บาทหลานน้อยบ่หนี
เจ้าผู้ทุกข์ทานมาอย่าหน
เจ้าผู้จนทานมาอย่าขาด
อย่าให้ขาดในเรื่องกินทาน
..
ครั้นสิให้เจ้าอย่าสินาน
ครั้นสิทานเจ้าอย่าสิช้า
ฟ้าวไปหน้าหาเพิ่นหลายเฮือน
กลุ่มคนหน้าดำนับสิบคงเคลื่อนขบวนแบบเป๋ซ้ายป่ายขวา บ้างก็แอ่นแถเข้าหาเรียวรั้วจนแขนงไผ่ขาดเป็นทาง แม้เหงื่อกาฬจะหยาดผ่านใบหน้าที่ถูกละเลงด้วยหมื่อ (ดินปืน) จนเป็นร่องยาวจากหน้าผากจรดปลายคาง แต่ก็หาได้ขับความดำมิดออกจากใบหน้าไม่ สิ่งที่พอจะเห็นเป็นสีขาวบนวงหน้าคงมีแต่ฟันและลูกตาที่กลิ้งกลอกอย่างเริงร่า เสียงเซิ้งเคล้าเสียงพิณ บาทฟ้อนเข้าเสียงแคนและเสียงเคาะกะโหลกกะลายังซอกซอนจากเรือนนั้นไปเรือนนี้ ไปและไป .
ผู้อยู่หัวขบวนยังคงทำหน้าที่เป็นต้นเสียงร่ายกาพย์เซิ้งชัดถ้อยชัดคำ แม้จะเมาจนตาแทบปิด คำเซิ้งยังพรั่งพรูจากปากไม่รู้หมดรู้สิ้น ขันบุบบี้ในมือที่ยื่นออกรับทานจากผู้เต็มใจและผู้จำใจบริจาคสั่นเหมือนกำลังคั่วข้าวทำข้าวคั่วใส่ลาบงัว ฝ่ายลูกคู่วงคอรัสจำเป็นยังคลอเสียงตามผู้นำอย่างว่าง่าย เมื่อเซิ้งถึงคำสัปดี้สีปะดนเสียงเคาะกระป๋องกะโหลกกะลาก็จะคึกคักมีน้ำมีนวลและทั้งโห่ฮาชอบใจสีทีหนึ่ง คำลามกในกาพย์เซิ้งเป็นยาวิเศษให้วงเซิ้งยืนหยัดอยู่ได้ข้ามวันข้ามคืน ทั้งๆ ที่ต้องเผชิญเปลวแดดกล้าแห่งเดือน ๖ และการกลุ้มรุมของพิษสุรากลั่น
ภายในขบวนเซิ้งประกอบด้วยคน ๒ กลุ่ม คือ พวกคอแข็งและพวกคออ่อน พวกคอแข็งนั้นอยู่ส่วนหัวขบวน เป็นกลุ่มที่ยังมีเรี่ยวมีแรงพอที่จะร้องรับเป็นลูกคู่ให้ต้นเสียงได้ ส่วนกลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่ถูกทิ้งห่าง ค่อยๆ สะเงาะสะแงะรั้งท้ายขบวน ถ้อยทีถ้อยหอบหิ้วปีกล้มลุกคลุกคลาน กระนั้นก็ยังหลับหูหลับตาคลอเสียงเซิ้งเมื่อถึงกาพย์ขอเมรัย
ขอเหล้าเด็ดนำเจ้าจักโอ
ขอเหล้าโทนำเจ้าจักถ้วย
หวานจ้วยจ้วยต้วยปากหลานชาย
ตักมายายหลานชายให้คู่
ครั้นบ่คู่ตูข้อยบ่หนี
ตายเป็นผีกะสินำมาหลอก
ออกจากบ้านกะสิหว่านดินนำ
ตายเป็นตุ่นสิมากัดเครือพลู
ตายเป็นหนูกะสิมากัดเครือหูก
ตายเป็นลูกน้อยน้อยมาจ่องกินนม
เมื่อมีเสียงเหรียญหล่นกระทบก้นขันอะลูมิเนียม เสียงไชโยโห่ฮิ้ว เคาะถ้วย เสียงกะโหลกกะลาก็จะดังขึ้น ก่อนจะตบท้ายด้วยคำเซิ้งอวยพรตามมารยาทและธรรมเนียมของวงเซิ้ง
ลาวให้แล้วแถมพรลาวแน่
ให้ลาวแผ่โตหม้อนตัวไหม
เลี้ยงส่ำใด๋ให้ได้ส่ำนั้น
เลี้ยงควายด่อนให้เป็นโตเขาคำ
เลี้ยงควายดำให้เป็นโตเขาแก้ว
เลี้ยงใหญ่แล้วคราดไฮ่ไถนา
.
กว่าที่จะมีการจุดบั้งไฟ ซึ่งถือว่าสาระสำคัญงานบุญได้สิ้นสุดนั้น เจ้าของเรือนต้องหย่อนเหรียญลงขันให้แก่พวกเซิ้งจนเหนื่อยอ่อน ขบวนเซิ้งมิได้มีขบวนเดียวหรือสองขบวน หากมีเป็นสิบ เพราะใครใคร่ตั้งวงเซิ้งก็ตั้งได้ เพียงแต่หาสิ่งจำเป็นสำหรับวงเซิ้งคือผู้นำเซิ้งให้ได้ นอกจากนั้นก็ไม่เป็นปัญหา ผู้นำเซิ้งจะต้องเป็นผู้ที่จดจำกาพย์เซิ้งไว้ในหัวให้ได้อย่างน้อยสัก ๕๑๐ บท ด้วยกาพย์เซิ้งจำนวนเท่านี้ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการนำพาขบวนเซิ้งให้อยู่รอดไปได้ทั้งวัน สามารถที่จะเซิ้งแบบวกไปวนมาก็ไม่ถือว่าผิดกติกา และการนำเซิ้งอาจใช้คนหลายคน ใครจดจำกาพย์เซิ้งได้บทสองบทก็ผลัดเปลี่ยนกันนำเซิ้ง
นอกจากจะได้ตัวผู้นำขบวนเซิ้งแล้ว สิ่งจำเป็นสำหรับขบวนเซิ้งรองลงมา คือ ต้องมีบั้งไฟ ซึ่งอาจเป็นบั้งไฟจริงๆ เซิ้งแล้วแบกขึ้น ค้างบั้งไฟ จุดได้เลย หรือจะทำลำลองขึ้นเพื่อใช้ในขบวนเซิ้งเป็นการเฉพาะ คือ ภายใน เลาบั้งไฟ ว่างเปล่า ไม่มีการบรรจุดินปืน กล่าวคือ เป็นบั้งไฟปลอม ใช้จุดแข่งขันไม่ได้ นัยว่าถ้ามีบั้งไฟประดับขบวนเซิ้งจะทำให้ดูน่าเชื่อถือมากกว่ากลุ่มที่ตั้งขบวนเซิ้งเพื่อเรี่ยไรแบบเอาสนุกและหาเงินกินเหล้า หรือที่เรียกกันว่า เซิ้งกินเหล้า ซึ่งเป็นขบวนเซิ้งแบบไม่ลงทุน
ส่วนลูกคู่หรือผู้แห่ตามซึ่งถือว่าเป็นส่วนประกอบในขบวนเซิ้งนั้น สามารถจัดหาได้ไม่ยาก และถ้ามีคนดีดพิณหรือเป่าแคนมาประดับขบวนก็จะทำให้ขบวนเซิ้งสมบูรณ์และน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะเครื่องดนตรีสำหรับเซิ้งนั้น สามารถหยิบฉวยเอาสิ่งใกล้ตัวมาประกอบส่วนได้ ขอให้เกิดเสียงและจังหวะก็เป็นอันใช้ได้ สิ่งของเหล่านี้ได้แก่ กระป๋อง ปีบ คุถัง กะโหลก กะลาและขัน เป็นต้น เท่านี้คณะเซิ้งก็ครบขบวนสามารถออกเรี่ยไร สร้างความสำราญและรำคาญแก่เพื่อนบ้านกันได้แล้ว สาระสำคัญของการเซิ้งมิได้ถือเอาเงินที่ได้จากการเรี่ยไรเป็นเรื่องสำคัญ หากการได้รับความสนุกสนานที่ได้เซิ้ง ได้ฟ้อน ได้เดินเลาะบ้าน และได้ใกล้ชิดกระเซ้าเย้าแหย่คนในคุ้มต่างๆ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
บ้านเรือนของคนอีสานในสมัยเมื่อไม่นานนั้น ไม่นิยมสร้างรั้วรอบขอบชิดหรือกำแพงขังตัวเองเหมือนยุคนี้ ยุคที่ไปรับเอาวัฒนธรรมจากสังคมเมืองและบ้านจัดสรรมาใช้ในชุมชนชนบท แนวรั้วที่มีเพียงแถวไม้ดอกที่ปลูกไว้สำหรับเด็ดยอดและช่อดอกในวันพระ-วันศีล ส่วนหนึ่งนำขึ้นหิ้งบูชาพระ ส่วนที่เหลือใช้ไหว้และผูกติด แม่คันได (หัวบันใดบ้าน) ดังนั้น กิจกรรมภายในบ้านแต่ละหลัง คนในชุมชนสามารถที่จะรับรู้ได้ เพียงเดินผ่าน
มาเด้อกินเข่า
เสียงตะโกนจากวงกินข้าวบนเรือนที่เชื้อเชิญคนผ่านทางจึงเป็นเหมือนคำทักทายตามปกติ และคำๆ นี้ก็ซึมผ่านหูของคนอีสานไปประทับในหัวใจอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนปลูกฝังให้เป็นคนที่มีจิตใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่น
กินเข่ากับหยังน้อ
กินกับป่นปลา
บ่อยครั้งผู้ผ่านทางก็เป็นฝ่ายตะโกนขึ้นไปถามผู้อยู่บนเรือนก่อน
ทั้งคำเชื้อเชิญ คำถามและคำตอบล้วนมาจากความเอื้ออาทรในจิตใจ ไม่ได้หมายความว่า ผู้ถูกเชื้อเชิญจะต้องขึ้นไปร่วมรับประทานอาหารจริงๆ หรือผู้ถามก็ไม่ได้ต้องการจะรู้รายการอาหารของเพื่อนบ้านจริงๆ ยกเว้นกรณีพิเศษยามที่มีงานบุญ บนบ้านมีอาหารสำรับพิเศษ ก็อาจขึ้นเรือนไปร่วมวงข้าว ร่วมสนทนาเป็นการสนองศรัทธาเสียทีหนึ่ง
ใครหรือสิ่งใดกันที่ได้สร้างเครือ สร้างสายใยอันนี้ไว้ให้ชุมชนอีสาน
ชีวิตในชุมชนอีสานเป็นชีวิตที่อยู่ในสายตาของสมาชิกในชุมชนโดยตลอด ตั้งแต่เกิดจนตาย คนอีสานจึงรู้ตื้นลึกหนาบาง รู้นิสัยใจคอ รู้สารทุกข์สุกดิบของกันและกัน ในอีกทางหนึ่ง คนอีสานต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบและปทัสฐานของชุมชน ด้วยว่ามีกระบวนการตรวจสอบเต็มไปหมดและตรวจสอบอยู่ทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น คงมีเพียงกิจกรรมในยามหลับนอนเท่านั้นที่ถูกสงวนไว้ให้เป็นเรื่องส่วนตัว วิถีอีสานสอนคนอีสานให้มีพื้นฐานเป็นคนโปร่งใส ไม่มีลับลมคมในและเป็นคนสัตย์ซื่อ
ด้วยสภาพทางกายภาพของชุมชนอีสานเป็นเช่นนี้ ขบวนเซิ้งจึงสามารถซอกซอนเข้า-ออกไปได้ทั้งหมู่บ้าน โดยใช้ทางเดินเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างครัวเรือน จากหลังนั้นสู่หลังนี้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถนนใหญ่ ในช่วงบุญบั้งไฟประตูเรือนหลายหลังจึงถูกใส่กุญแจ เพื่อแสดงให้คนภายนอกเห็นว่าเจ้าของบ้านออกไปธุระข้างนอก ไม่มีคนอยู่ในบ้าน อย่างนี้เรียกว่ามีเจตนา ปิดประตูเรือนหนี เมื่อขบวนเซิ้งเห็นประตูเรือนติดกุญแจก็จะเคลื่อนขบวนผ่าน แต่ถ้าหากเรือนหลังใดทำทีเป็นใส่กุญแจ แต่มีเสียงกุกกักภายในเล็ดลอดให้ได้ยิน บ้านแบบนี้มักถูกชาวเซิ้งก่อไฟสุมด้วยกาพย์เซิ้งอันเผ็ดร้อน และร้อยทั้งร้อยคนในบ้านจำต้อง มิอาจนิ่งทนฟัง
แม่เฒ่าเอ๊ยลูกเขยมาแล้ว
แม่เฒ่าแก้วไปลี้อยู่ไส
อยู่คีไฟตาเลื่อมเม้าเม้า
ข้อยมาเว้าแม่เฒ่าอย่าหนี
.
ไทเฮือนนี่ไปไสมิดหมี่
หรือไปลี้ นอนสี้แต่กัน
หรือไปลี้ นอนสี้แต่ก๊านนนนนน
ประเพณีบุญบั้งไฟถือว่าเป็นฮีตหนึ่งใน ๑๒ ฮีต เป็นฮีตที่ ๖ และจัดขึ้นในเดือน ๖ เดือนแห่งวิสาขมาส พิธีกรรมในวัดมีการเวียนเทียนวันวิสาขบูชา ส่วนชาวบ้านก็จะจัดให้มีการจุดบั้งไฟ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและขอฟ้าขอฝน
เนื่องจากบุญบั้งไฟเป็นบุญที่ทำส่งท้าย ทิ้งทวนก่อนที่ชาวนาจะบ่ายหน้าสู้งานหนัก-งานนาเป็นระยะเวลากว่าสามเดือนเป็นอย่างน้อย บุญบั้งไฟจึงเป็นบุญปางเดียวที่เปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้แสดงออกซึ่งความสนุกสนานอย่างสุดเหวี่ยง เป็นงานบุญที่เปิดโอกาสให้กินเหล้าเมายาชนิดเอากันให้กลิ้ง ผู้ที่ไม่เคยสำมะเลเทเมาก็สามารถถูกมอมให้เสียคนในบุญนี้ การทาหน้าด้วยหมื่อจนดำเมี่ยมจึงเป็นหน้ากากชั้นดีสำหรับกำบังความขวยอายในการกระทำในสิ่งที่นอกรีตนอกรอย ต้องไม่รังเกียจที่เนื้อตัวต้องเลอะเทอะเพราะการถูกจับโยนให้คลุกดินเกลือกโคลน และต้องหัดเดินเลาะบ้าน หัดเข้าเรือนนั้นออกเรือนนี้ด้วยการเข้าร่วมขบวนเซิ้ง ต้องหัดร้องกาพย์เป็นลูกคู่เซิ้ง หัดฟ้อน หัดรำ หัดเคาะกะโหลกกะลาเข้าจังหวะในการเซิ้ง
ด้วยบุญบั้งไฟเป็นบุญที่มีเป้าประสงค์อยู่ที่ความสนุกรื่นเริงก่อนกรำงานหนักและยังพะวักพะวงในเรื่องฟ้าเรื่องฝน บรรดาคำเซิ้งจึงเป็นไปเพื่อความสนุกสนานมากกว่าจะเคร่งครัดตามกฎเกณฑ์ คำเซิ้งบั้งไฟนอกจากจะมีเซิ้งธรรมะและคติสอนใจแล้ว คำเซิ้งส่วนใหญ่กลับเป็นกาพย์ที่มีถ้อยคำลามก เรื่องเชิงสังวาสและเพศสัมพันธ์อย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งคำเซิ้งเหล่านี้มักอยู่มีในวงเซิ้งขอเงินหรือเซิ้งขอเหล้าทุกวง
ในขบวนเซิ้งมักมีเครื่องไม้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ประกอบการเซิ้งที่ดัดแปลงให้เป็นอวัยวะเพศชาย-หญิง จะให้สุดยอดก็ต้องเป็นรูปแกะสลักไม้แสดงการสมสู่กันมีกลไกและเชือกชักใย ทุกครั้งที่มีคนชักเชือก รูปแกะหญิงและชายก็จะวิ่งเข้าใส่กัน แล้วปฏิบัติกามกิจ เหมือนอดอยากปากแห้งมาเป็นปี โดยอวัยวะเพศของชาย-หญิงจะถูกสีแดงสดแต้มทาเพื่อดึงดูดความสนใจ เมื่อมีการปะทะกัน ทั้งผู้ชักและผู้ชมก็จะส่งเสียงโห่เฮกันสนั่น สาวเล็กสาวน้อยเห็นแล้วเอียงหน้าหนีแทบไม่ทัน ขณะที่ขบวนเซิ้งผ่านกลุ่มคน ปลายเชือกแห่งความหฤหรรษ์ก็จะถูกปล่อยไว้ เพื่อล่อใจคนมือคันให้อยากลองชัก เมื่อมีคนหลงกล ก็เป็นเรื่อง และเรื่องราวก็จบลงด้วยเสียงเฮและใบหน้าแดงก่ำเพราะขวยอาย
งานสร้างสรรค์ คนคู่ นี้ มักจัดแสดงไว้ในจุดที่เด่นประจำขบวนเซิ้ง คือ บนตัวบั้งไฟที่ใช้ในขบวนเซิ้ง แต่บางกลุ่มก็นิยมใช้หมื่อหรือสี เขียนบนเสื้อผ้าและใบหน้า และรูปที่นิยมเขียน คือ ถ้าไม่ใช่รูปลึงค์ก็เป็นรูปโยนีขนาดมหึมา เรียกว่าเต็มหน้าเต็มตากันทีเดียว ความละเอียดอ่อนและสุนทรีย์ในอารมณ์ คือเป้าหมายของการแสดงออก มิใช่ความอุจาดลามก
การแห่และกิจกรรมเซิ้งมักก่อให้เกิดนวัตกรรมตามยุคตามสมัย ในช่วงที่การสื่อสารมวลชนประเภทโทรทัศน์กำลังมาแรงในสังคมไทย ได้มีผู้ประดิษฐ์กล้องถ่ายวิดีทัศน์เลียนกล้องของ นักข่าวทีวี ตัวกล้องประกอบขึ้นจากไม้ทำเป็นตัวกล้อง แต่งแต้มสีสันเหมือนกล้องโทรทัศน์ทุกประการ แถมมีตราสัญลักษณ์เป็นตัวเลขระบุช่องโทรทัศน์ที่สังกัด เมื่อเข้าขบวนเซิ้ง ช่างกล้องประจำขบวนก็จะแบกกล้องประทับบ่า ทำเป็นถ่ายทำเหตุการณ์ ท่าทางนั้น ช่างกล้องมืออาชีพเห็นแล้วยังต้องอาย มียืนถ่าย ทำย่อเข่าย่อขา แอ่นยืดตัวถ่ายมุมเสยขึ้นและกดลง บางครั้งก็ทำแพนซ้าย-แพนขวา ยังกับว่าเป็นผู้เจนจบวิชาการถ่ายภาพจากสำนักวารสารศาสตร์สถาบันใดสถาบันหนึ่ง
ช่างภาพจะยิ่งวาดลวดลายพลิ้วหนักขึ้นเมื่อพบกลุ่มสาวๆ ทำถ่ายระยะใกล้ ระยะไกล บางทีก็ขึ้นรถเข็นให้คนเข็นทำเป็นถ่ายภาพเคลื่อนไหว (dolly) เมื่อเห็นว่าเหยื่อวางใจ แล้วช่างกล้องก็ใช้นิ้วกดปุ่มกลไก แล้วขีปนาวุธที่ซ่อนอยู่ตรงส่วนที่เป็นเลนส์กล้องก็พุ่งออกมาอวดหัวสีแดงเถือก บรรดาสาวๆ ที่กำลังโพสท่าเล่นกล้องต้องผงะหงาย
ประเพณีและพื้นฐานของจิตใจชาวอีสานนั้นละเอียดอ่อนและสูงส่ง คนเฒ่าคนแก่โดยปกติมักพร่ำสอนบุตรหลานไม่ให้กล่าวคำหยาบ แม้เพียงคำสองแง่สองง่าม หรือคำสบถที่แสลงหูก็ถูกตำหนิ แต่การแสดงออกทางเพศในการเซิ้งหรือในกระบวนการทำบุญบั้งไฟนั้นจะได้รับการยกเว้นและไม่ถือสากัน เพราะการนำเอากิจกรรมการสมสู่ระหว่างชาย-หญิงมาแสดงในบางวาระนั้น ถือเป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ตามคติในสังคมเกษตรกรรม เครื่องความอุดมสมบูรณ์นี้ไม่มีแต่ในขบวนเซิ้ง แม้บนฝาสิมผนังโบสถ์ สถานที่ที่ถือว่าสำคัญสุดในการทำสังฆกรรมก็มีภาพการสังวาสอย่างโจ่งแจ้ง หรือบนผืนผ้าขนาดยาวที่ใช้แห่ จำลองการแห่พระเวสสันดรเข้าเมืองตามมหาชาติชาดก หรือที่รู้จักกันในนาม ผ้าพระเวส ศิลปินชาวบ้านก็แต้มภาพการร่วมรักชนิดที่ทำเอาผู้เป็นศัตรูกับภาพลามกอนาจารอย่าง กองเซ็นเซอร์ ให้ต้อง สะเดิด ตาย
ใช่แต่เท่านั้น ก่อนจะถึงวันงาน คนเฒ่าคนแก่จะชักชวนเอาพวกคนหนุ่มหิ้วจอบหอบเสียมตรงไปยังบริเวณทางแพร่ง แล้วลงมือขุดก่นดินรังสรรค์ขึ้นเป็นรูปสัตว์เลื้อยคลานจำพวกจระเข้ ตะขาบ และที่ขาดไม่ได้ พื้นที่ตรงสันดอนรูปสามเหลี่ยมกลางหมู่บ้านหลายต่อหลายแห่งกลายเป็นที่ประดิษฐานอย่างอ้าซ่าของโยนีอันมหึมา
ภาพและการแสดงออกในทางเพศไม่จำเป็นต้องเป็นความลามกอนาจารเสมอไป หากภาพและการแสดงมิได้เกิดจากมูลเจตนาแห่งความหยาบช้าของจิตใจ ไม่ได้เป็นไปเพื่อการยั่วยุให้ผู้คนเกิดกิเลส เกิดความกำหนัดอยาก ในยุคสมัยที่ทุกกิจกรรมกลายเป็นผลประโยชน์เป็นเงินเป็นทอง แม้เรื่องกามกิจก็สามารถเปลี่ยนเป็นสินค้าเร่ขายในแผงหนังสือและบนห้างสรรพสินค้า จึงเป็นเรื่องยากต่อการทำความเข้าใจ ในเมื่อปริบททางสังคม กลไกที่เป็นสายถักทอคนในชุมชน ตลอดจนคติและความเชื่อในสังคมชาวนาถูกฝังไว้ใต้ฐานรากของโรงงานอุตสาหกรรม
ที่สำคัญการแสดงออกในเรื่องกามเรื่องเพศในบุญบั้งไฟนั้น เป็นการแสดงออกที่ถูกจำกัดในวงแคบๆ ภายใต้กรอบขอบเขต และบนพื้นฐานของความเอื้ออาทร ความไว้เนื้อเชื่อใจของคนในชุมชน
กิจกรรมอันสำคัญสุดของบุญบั้งไฟ คือ การจุดบั้งไฟ อันเป็นช่วงที่เปิดโอกาสใช้ชาวบ้านได้ประลองฝีมือในการทำบั้งไฟ ว่าของใครจะทะยานขึ้นท้องฟ้าได้สูงกว่ากัน หากบั้งไฟที่จุดแล้วเกิดไม่ขึ้น ไม่ว่าจะ ซุ หมายถึงมีไฟและควันถั่งออกจากบั้งแต่ไม่มีแรงพอจะส่งตัวบั้งให้ขึ้นได้ หรือ แตก คือการระเบิด เจ้าของบั้งไฟก็จะถูกทำโทษด้วยการจับโยนลงบ่อโคลน
ฮอดเดือนหก
เสียงฟ้าไขประตูฮ้องบอกข่าวเมืองคน
มีแต่ฝนกับลมส่งเสียงกึกก้อง
สายตามองเห็นแล้วในใจก็หากม่วน
เขียดอีโม้ออกเต้นฟ้อนเกี้ยวใส่ผู้สาว
นี่คือบทผญาบางบทที่สะท้อนถึงความรื่นรมย์อันเนื่องด้วยการโปรยปรายของน้ำฝน ฝนเป็นทุกสิ่งทุกอย่างและยิ่งใหญ่ในใจในความรู้สึกของชาวนา แม้กบเขียดก็ยังถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ถูกจับให้ ฟ้อนเกี้ยวใส่ผู้สาว
สิ่งที่แฝงมากับบุญบั้งไฟอีกอย่างหนึ่ง คือ ภารกิจในการสืบทอดการผลิตดินปืน หรือ หมื่อ ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมที่ตกทอดจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน เป็นเด็กอีสานพันธุ์แท้ต้องรู้จักเล่นสนุกกับไฟ เด็กอีสานต้องรู้จักเลือกวัสดุทำดินปืน เผาไม้เอาถ่าน ต้องรู้ว่าถ่านที่ได้จากต้นพริกนั้นแรง ไม่นิยมทำหมื่อบั้งไฟ เพราะจะทำให้บั้งไฟแตก ต้องเก็บไว้ทำหมื่อปืนแก๊ป ส่วนหมื่อทำบั้งไฟนั้นได้จากถ่านไม้ลำปอหรือไม้อื่นที่ไม่ให้ความแรง ต้องรู้วิธีคั่วขี้เจียคั่วมาดโดยไม่ให้เกิดไฟลุกท่วม และต้องรู้สูตรผสมดินปืน
เด็กอีสานต้องหัดใช้กระดาษมวนดินปืนให้เป็นหลอด ฉีกรูดเอาทางมะพร้าวมาแนบเข้า แล้วพันด้วยด้ายให้เป็นบั้งไฟมีหาง เจาะรูด้วยการเสียบตะปูให้หลอดกระดาษเป็นรู เอาชนวนเสียบเข้ากับรู วางบั้งไฟจิ๋วไว้ข้างรั้ว จ่อไฟจุด แล้วถอยออกมามองไฟที่วาบลามชนวนเข้าสู่ตัวบั้ง จนบั้งไฟส่งเสียง แตร๊ดๆๆๆๆ ทะยานสู่ท้องฟ้า ทิ้งควันโขมงและกลิ่นไหม้ของขี้เจีย (ดินประสิว) และมาด (กำมะถัน) ไว้เบื้องหลัง
เมื่อโตขึ้นต้องทำบั้งไฟที่หลากประเภทและขนาด เช่น บั้งไฟอีตื้อ ตะไลกรง ไฟพะเนียง ซึ่งจะต้องตอกหรือตำบั้งไฟ ถ้าตำรวมกันหลายๆ คนต้องตำจะเข้าจังหวะกัน เหมือนการบรรเลงของวงมโหรี และในบางรายที่มีความรักและชำนาญก็สามารถก้าวขึ้นเป็นช่างบั้งไฟ ทำบั้งไฟใช้จุดแข่งขัน
บุญบั้งไฟในแถบทุ่งหนองหานในอดีตเป็นบุญที่สนุกสนานยิ่ง นอกจากจะมีการแข่งขันและเซิ้งบั้งไฟแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การเส็งกลองหรือแข่งขันการตีกลอง ซึ่งเป็นการประลองพละกำลังของชายหนุ่มที่ระทึกใจยิ่ง การทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเส็งกลองดูจริงจังมากกว่าจะเป็นการแข่งขันเอาสนุก เสียงกลองเส็งจะแผดแทรกลึกเข้าถึงขั้วใจ หัวใจต้องเต้นเร่าไปตามจังหวะกลอง กลองที่ใช้เส็งเรียก กลองกิ่ง เป็นกลองหน้าเดียว ก้นแหลม ปากผายกว้าง หุ้มด้วยหนังหน้าเดียว ขึงหน้ากลองด้วยสลักและขันชะเนาะด้วยเส้นหนัง เส้นหนังที่เขม็งเกลียวและไม้สลักที่ปักเรียงรายนั้น เพียงเห็นก็ครั่นคร้ามใจแล้ว
การเส็งกลองมักใช้กลองคู่ โดยชายฉกรรจ์ที่ได้รับการคัดสรรแล้วว่ามีพละกำลังเหนือกว่าชายอื่นและตั้งหน้าตั้งตาซ้อมจนอยู่ตัว เขาจะหวดกระหน่ำกลองด้วยไม้ที่มีหัวเป็นก้อนตะกั่วขนาดลูกหมากสุก กัมปนาทจากเสียงกลองเส็งจึงดุดันรุนแรง ปลุกเร้าเลือดในกายให้ฉีดแรงให้ใจฮึกเหิม สมกับที่เคยเป็นกลองรบในสมัยโบราณ เกณฑ์การตัดสินพิจารณาถือเอาความดังของเสียงเป็นเกณฑ์ ดังนั้นผู้แข่งขันจึงหวดเข่นกันแบบเอาเป็นเอาตาย แม้กรรมการและคนตีถึงก็ต้องใช้สำลีอุดหู สนามแข่งกลองกิ่งจึงเป็นที่อโคจรสำหรับคนหัวใจอ่อน
ในอดีตเสียงกลองกิ่ง กลองเส็งจะดังกระหึ่มทุ่งหนองหาน แต่วันนี้ อย่าโหยหาเสียให้ยาก แม้เสียงกลองหางกลองยาวธรรมดาจะหาฟังก็ทั้งยาก การที่ชาวหนองหานต้องระหกระเหินออกจากถิ่นไปทำมาหากินยังแดนไกล ทั้งในเมืองกรุง ย่านอุตสาหกรรมและต่างประเทศ ทำให้สายใยที่ถักทอผู้คนเข้าด้วยกันต้องขาดสะบั้น เมื่อสายใยและความผูกพันในชุมชนขาดลง เสียงกลองและเสียงอื่นๆ ที่เคยคละคลุ้งอบอวลทุ่งหนองหานยามงานบุญก็พลอยจางหายไปด้วย
เสียงกลองหางเคยอยู่คู่หนองหาน จนแม้แต่เด็กเล็กก็คุ้นเคยและแผลงเสียงกลองกันเล่นๆ กิ๊นป๊นกุ่ง เทิงเพ็ดเทิงเค็ม-กิ๊นป๊นกุ่ง เทิงเพ็ดเทิงเค็ม (กินน้ำพริกกุ้ง (ป่นกุ้ง) แล้วทั้งเผ็ดทั้งเค็ม) กลายเป็นเพียงอดีตและติดค้างในความทรงจำของคนไม่กี่คน
ด้วยว่าทุ่งหนองหานเป็นอาณาบริเวณที่เชื่อกันว่าเป็นเมืองพญาขอมในตำนานผาแดง-นางไอ่ บุญบั้งไฟของคนทุ่งหนองหานจึงถูกนำไปเกี่ยวโยงกับตำนานผาแดง-นางไอ่ มากกว่าจะโยงกับความเชื่อเรื่องทำบั้งไฟถวายพญาแถนดังตำนานพญาคันคาก (คางคก) ซึ่งเป็นความเชื่อกระแสหลักของบุญบั้งไฟ
คนอีสานทั่วไปเชื่อกันว่า การจัดบุญบั้งไฟก็เพื่อจะส่งสัญญาณขึ้นไปบอกพญาแถนว่าได้เวลาส่งน้ำฝนลงมายังเมืองมนุษย์ได้แล้ว ตามความเชื่อในเทศน์นิทานพญาคันคาก ซึ่งเนื้อเรื่องมีว่า ครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพญาคันคาก เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองชมภู มีพระราชบิดาพระนามว่า พระเจ้าเอกราช พระมารดาพระนามว่า สีดา เมื่อทรงเจริญวัย พระราชบิดาทรงมอบสมบัติให้ ต่อมาได้เกิดฝนแล้ง สัตว์และผู้คนอดอยากล้มตายกันมาก พระยาคันคากจึงสั่งให้พญานาคเอาหินก่อขึ้นไปเมืองแถน สั่งให้ปลวกเอาดินฉาบทาไม่ให้หินพัง ทำเป็นทางไปรบแถน ทำอยู่ ๓ เดือนจึงเสร็จ จึงได้เกณฑ์พลอากาศ มีหงส์ แตน ต่อ ผึ้ง ทางน้ำคือปลา ทางบกคือ ช้าง ม้า รบอยู่ ๒ ปีพญาคันคากจึงชนะ แล้วมีบัญชาให้แถนส่งฝนให้ตามฤดูกาล
แต่ดูเหมือนชาวหนองหานจะพากันละเรื่องพญาคันคากและพญาแถนไว้ในฐานที่เข้าใจ แล้วก็จัดบุญบั้งไฟเป็นการถวายแด่พญาขอมแทนที่จะถวายแถน ตั้งแต่บั้งไฟเสี่ยงทายไปจนถึงบั้งไฟที่จุดแข่งขันทั่วไปล้วนนบนอบแด่พญาขอม แม้ในกาพย์เซิ้ง
โอมพุทโธนะโมเป็นเค้า
ข้อยสิเว้าตั้งแต่โบราณ
ปางตำนานผาแดงนางไอ่
เจ้าฮู้ไป่เมืองเอกธีตา
เมืองธิดาหนองหานสร้างก่อ
ผู้เป็นพ่อชื่อพญาขอม
ได้ฮิบฮอมสร้างบุญไฟใหญ่
มีสาส์นใส่สีแก้วเชียงเหียน
ดังสะเนียนสงยางฟ้าแดด
..
โอมพุทโธนะโมเป็นเค้า
ข้อยสิเว้าเรื่องการบั้งไฟ
ตามสมัยโบราณเพิ่นบอก
เอาย่อย่อพอสู่กันฟัง
แต่ก่อนครั้งเมื่อพญาขอม
เพิ่นอดออมทำบุญไฟใหญ่
แล้วจึงได้ฮีตเก่าโบราณ
มีมานานหามบั้งไฟแห่
มีมาแต่ปู่ย่าตายาย
บ่ให้กลายเดือนหกเดือนห้า
..
ติดตามต่อตอนที่ ๒ (พ่อพญาขอม)
ที่มา : แวง พลังวรรณ (115.67.238.177) [2009-10-02 17:54:37]
ข้อมูลอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง
ลงหนองหานบทที่ ๕ สายใยสองฟากน้ำ
ลงหนองหาน...ลูกผู้ชาย-ลูกหนองหาน
ลงหนองหาน "แวง : วัชพืชตายยาก"
ผือ: เพื่อนยามยาก
ขี้สนม: เครื่องวัดระดับสติปัญญา
อ่านทั้งหมด..
[
ปิดหน้าต่างนี้
]
ศูนย์ข้อมูล กป.อพช. อีสาน 53/1 ซ.สระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000