ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน (Cross Border News Agency)
ฉบับที่ 61 (23 กุมภาพันธ์ 2553) สรุปเวทีสัมมนา "วาระนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย" รายงานโดย : บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์
เมื่อวันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 เวลา 09.00 16.00 น. ณ ห้องประชุมซี ชั้น 7 โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพมหานคร องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO/Japan) ร่วมกับกระทรวงแรงงาน ได้จัดสัมมนาเรื่อง วาระนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย ขึ้นมา มีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน กว่า 150 คน
ในช่วงเช้าพิธีการเริ่มต้นด้วยการกล่าวเปิดสัมมนาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ฯพณฯ ไพฑูรย์ แก้วทอง ว่าขณะนี้ประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายประมาณ 2-3 ล้านคน ซึ่งแรงงานเหล่านี้มีส่วนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ความสนใจในการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวอย่างมีประสิทธิภาพ และเคารพต่อสิทธิมนุษยชนของปัจเจกบุคคล การจัดสัมมนาครั้งนี้ต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การจัดการแบบบูรณาการเพื่อความยั่งยืนต่อไป สำหรับในเรื่องการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวและการพิสูจน์สัญชาตินั้น ตนได้เดินทางไปเมืองพุกามประเทศพม่าในระหว่างวันที่ 12-14 ก.พ.53 และได้พบกับรมว.แรงงานพม่า และได้ขอให้พม่าเพิ่มการพิสูจน์สัญชาติให้ได้ศูนย์ละ 600 คนต่อวัน และเพิ่มเป็น 1,000 คนต่อวัน ซึ่งการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวของไทยครั้งนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลพม่าและส่งผลให้ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ต่อมานาย Tomoo Hozumi ผู้ประสานงานสหประชาชาติ (UN) ประจำประเทศไทยกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะต้องยอมรับในขณะนี้ คือ ประเทศไทยตกอยู่ใน 3 สถานะ คือ เป็นประเทศผู้รับ ผู้ส่ง และผู้นำพา จึงทำให้ทุกปีการย้ายถิ่นของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจำนวนของแรงงานข้ามชาติที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยนั้น ได้เข้าไปมีส่วนช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะการทดแทนแรงงานในประเทศไทยที่เริ่มเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ นอกจากนั้นแรงงานข้ามชาติยังมีส่วนสำคัญในการช่วยอุดช่องว่างของแรงงานที่ขาดทักษะในประเทศไทย และแรงงานของไทยที่ผันตัวเองไปศึกษาหรือพัฒนาฝีมือในระดับที่สูงยิ่งขึ้น สิ่งที่เราควรช่วยกันคิดในขณะนี้ คือ การผลักดันแรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้เข้าร่วมกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ หรือไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการพิสูจน์สัญชาติได้กลับประเทศ จะส่งผลต่อสิทธิและความปลอดภัยของแรงงานข้ามชาติและเศรษฐกิจไทยอย่างไร
และสุดท้าย นาย Bill Salter ผู้อำนวยการไอแอลโอ ประจำอนุภูมิภาคเอเชียตะวันออก กล่าวว่า ตนเชื่อว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลทำเป็นปกติอยู่ในปัจจุบันนี้ เช่น การขึ้นทะเบียน การพิสูจน์สัญชาติ และการผลักดันแรงงานเหล่านี้ออกนอกประเทศหรือกลับคืนสู่ประเทศต้นทางจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ เพราะประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งจะยังคงเป็นแหล่งที่ดึงดูดแรงงานข้ามชาติต่อเนื่องไปอีกนาน ดังนั้นการขจัดอุปสรรคที่มีอยู่ระหว่างฝ่ายรัฐ แรงงานข้ามชาติ และฝ่ายนายจ้างก็จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี รวมถึงการมีนโยบายจัดการระยะยาวด้วย
หลังจากนั้นเป็นการปาฐกถาเรื่องวาระนโยบายแรงงานข้ามชาติของประเทศไทย โดยคุณประชา วสุประสาท กล่าวว่า ในปัจจุบันยังไม่มีรัฐบาลไหนทำเรื่องแรงงานข้ามชาติให้เป็นนโยบายสาธารณะ ซึ่งแรงงานไม่ใช่สินค้าที่จะมาซื้อขายกัน ดังนั้นแรงงานไม่ว่าผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมายต้องได้รับการคุ้มครอง ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นชัดว่าการใช้มติคณะรัฐมนตรีในลักษณะผ่อนผันรายปี ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่ามาตรการเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาประเทศไทยยังมองตนเองเป็นประเทศที่ไม่เต็มใจกับการย้ายถิ่นเข้าเมืองของแรงงานข้ามชาติ รัฐบาลทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงไม่มีนโยบายระยะยาวเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ ส่วนนโยบายระยะสั้นที่รัฐบาลกำหนดเป็นเพียงการดำเนินการเฉพาะเพื่อต้องการตอบสนองต่อสถานการณ์แบบไม่ต่อเนื่องและขาดประสิทธิภาพเท่าที่ควร นโยบายเหล่านี้จึงไม่คำนึงถึงความเป็นจริงและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ
ดังนั้นประเทศไทยควรที่จะให้ความสำคัญกับนโยบายด้านแรงงานข้ามชาติและการย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองผลักดันให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ โดยประเทศไทยต้องเร่งจัดทำนโยบายด้านการย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองและแรงงานข้ามชาติที่ครอบคลุมทุกด้าน โปร่งใสและสอดคล้องกับนโยบายอื่นๆ นอกจากนี้ประเทศไทยควรต้องตระหนักถึงคุณูปการของแรงงานข้ามชาติที่มีต่อเศรษฐกิจประเทศไทย โดยควรส่งเสริมสิทธิ ความเสมอภาคในด้านโอกาส และการปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติที่เท่าเทียมกับแรงงานไทย นอกจากนี้ควรนำแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบการประกันสังคมของประเทศ และควรพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะให้มีการเคลื่อนย้ายประชาชนและแรงงานข้ามพรมแดนโดยเสรี
จากนั้นได้มีเวทีเสวนาเพื่อระดมความเห็นเรื่อง แนวทางการดำเนินการเพื่อรองรับการผ่อนผันการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 19 ม.ค.2553 เรื่องการขยายเวลาการพิสูจน์สัญชาติและการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรแก่แรงงานต่างด้าวและปัญหาในการพิสูจน์สัญชาติ
นายธนิช นุ่มน้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กล่าวว่า ปัญหาที่พบขณะนี้ในการพิสูจน์สัญชาติ คือแรงงานพม่าส่วนใหญ่พูดได้แต่เขียนหนังสือไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถกรอกแบบพิสูจน์สัญชาติได้ ฉะนั้นกระทรวงแรงงานจึงได้ให้นายจ้างหรือแรงงานมายืนยันกับกระทรวงก่อนว่า แรงงานจะมาพิสูจน์สัญชาติภายใน 28 กพ. 53 จริง และจะสามารถยื่นแบบพิสูจน์สัญชาติออกไปถึงวันที่ 31 มีค. 53 หากแรงงานต่างด้าวคนใดไม่ยื่นแบบพิสูจน์สัญชาติ ก็จะยกเลิกใบอนุญาตทำงานโดยทันที อย่างไรก็ตามตอนนี้รัฐบาลไทยได้มีการขยายการพิสูจน์สัญชาติออกไปอีก 2 ปีถึงปี 2555 ซึ่งทางรัฐบาลพม่าก็เชื่อว่าเขาจะสามารถพิสูจน์แรงงานสัญชาติพม่าได้แล้วเสร็จภายในปี 2554
พ.ต.ท.ดร. พงษ์นคร นครสันติภาพ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กล่าวว่า ถ้ามองที่พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 แล้วจะเห็นว่าทุกท่านได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ โดยเฉพาะถ้า focus มาที่แรงงาน 3 สัญชาติ เพราะเราได้ใช้มาตรา 17 เป็นแนวทางจัดการ เพราะถ้าไม่มีมาตรานี้ แรงงานก็จะถูกตำรวจจับแน่นอน ต่อมามีมาตราหนึ่งที่ระบุว่า ถ้าคนต่างด้าวไม่มีเอกสารยืนยันถือว่าผิดกฎหมาย ฉะนั้นการไปพิสูจน์สัญชาติก็จะช่วยได้มากขึ้น ผมมีข้อเสนอว่า แม้กฎหมายคนเข้าเมือมีปัญหา แต่อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ ผู้ร้ายข้ามชาติ ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติก็เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน เราจะหาดุลยภาพแห่งความพอดีได้อย่างไร
นางพรรษา ศิริมาจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงกิจการภายในประเทศ สมช. กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงมองว่าการพิสูจน์สัญชาติช่วยให้ทราบที่มาและที่ไปของแรงงาน อย่างไรก็ตามพบปัญหาว่าแรงงานไม่ยอมไปพิสูจน์สัญชาติ เนื่องมาจากมีข่าวลือถึงความไม่ปลอดภัยในประเทศต้นทาง และการถูกรีดไถเก็บภาษี นอกจากนี้ยังมีเรื่องกระบวนการนายหน้าที่เข้ามาหาผลประโยชน์ อย่างไรก็ตามแม้มีความกังวลจากแรงงานว่า หากเขาไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติจะทำอย่างไร ซึ่งทางสมช.เห็นว่าเมื่อเขาได้ยื่นแบบฟอร์มและเข้าสู่กระบวนการถูกต้องแล้ว ขาดเพียงการพิสูจน์สัญชาติเท่านั้น ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องยืนยันกับประเทศพม่าให้เปิดมีการพิสูจน์สัญชาติซ้ำอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงการหาทางแก้ไขปัญหาเพื่อให้เขาทำงานต่อไปได้ในประเทศไทย
นายพีระ มานะทัศน์ สว.ลำปาง ในฐานะคณะกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม วุฒิสภา กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าประเทศไทยจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติต่อไป เพราะประเทศไทยมีผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังวัยแรงงานเริ่มลดน้อยลง ผมอยากให้เราเปิดใจกว้าง และคิดกันว่าทำอย่างไรให้แรงงานเหล่านี้ถูกต้องแทนที่จะลับๆล่อๆ แม้ไทยจะมีหน่วยงานอย่างกบร.ก็ตาม พบว่า ยังมีปัญหาจำนวนมาก ทั้ง 22 หน่วยนั้นยังขาดการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน ในส่วนนายจ้างเองก็มองว่าแรงงานเหล่านี้ผิดกฎหมายก็ยิ่งกดค่าแรงให้ต่ำเข้าไว้ และตัวแรงงานเองก็ไม่รู้เรื่องกฎหมาย ยิ่งทำให้ปัญหามันซ้ำซ้อนมากขึ้น สิ่งสำคัญในการแก้ปัญหา คือ ต้องมีระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงกันได้ มีการประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง, ให้ผู้ว่าราชการมีอำนาจในพื้นที่ และการแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับปัจจุบัน
นายอดิศร เกิดมงคล ตัวแทนจากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ และผู้จัดการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติฯ สสส. กล่าวว่า มติครม.ทำให้เกิดคน 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ 2.กลุ่มที่ไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งคนกลุ่มนี้แน่นอนเป็นเรื่องที่สมช.ต้องมาดูแลต่อไป 3. กลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงการพิสูจน์สัญชาติได้ เช่น กลุ่มลูกหลานที่เกิดจากแรงงานข้ามชาติ และ 4.กลุ่มที่ไม่กล้าไปพิสูจน์สัญชาติ ได้แก่ โรฮิงยาหรือชนกลุ่มน้อยในพม่าที่เป็นผลมาจากความขัดแย้ง ซึ่งคนเหล่านี้หลัง 28 ก.พ.นี้เราจะทำอย่างไรกับเขา ดังนั้นแม้จะมีการขยายเวลาพิสูจน์สัญชาติออกไปถึง 31 มี.ค.ตนว่าก็ยังน่ามีปัญหาอยู่ ดังนั้นการจัดการระยะสั้นควรมีการขยายเวลาออกไปอีก 6 เดือน เพื่อให้แรงงานเข้าสู่ระบบ เปิดให้จดทะเบียนอีกครั้ง เพื่อให้แรงงานเข้ามาพิสูจน์สัญชาติได้มากขึ้น นอกจากนี้ควรจะมีการจัดการอย่างเป็นระบบ มีการพูดคุยกันอย่างจริงจังในเรื่องแรงงานที่ยื่นแล้วไม่ผ่านว่าจะดำเนินการอย่างไร
ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ นักวิชาการจาก TDRI กล่าวว่า ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าต้นทุนในการนำพาแรงงานเข้าร่วมกระบวนการพิสูจน์สัญชาติในครั้งนี้นั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งจะมีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่แทนนายจ้างและแรงงาน ทำให้รัฐต้องสูญเสียเงินเข้าระบบหลายพันล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้รัฐจะต้องเข้ามาช่วยแก้ไขกระบวนการที่มันซับซ้อน เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายทั้งต่อนายจ้างและแรงงานข้ามชาติ ตนอยากเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยว่า แรงงานข้ามชาติที่เหลือที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ แต่มีหลักฐานที่ผ่านการพิสูจน์ โดยหน่วยงานการปกครองของไทยควรที่จะจัดการเพื่อให้เขาได้รับสิทธิในการผ่อนผัน เพื่อทำให้การดำเนินการต่างๆ ให้แล้วเสร็จในอีก 2 ปีข้างหน้า
|
|