วิทยาศาสตร์กับการพัฒนา
วัฒนธรรมที่จริงแท้ไม่มี มันผสมผสานเปลี่ยนแปลงปนเปเรื่อยมา ลุงรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาผสมตะวันออกก็ไม่แปลก หรือดัดแปลงเพิ่มเติมบ้างก็ไม่แปลก ลุงมุ่งที่จะให้ศิลปวัฒนธรรมนั้นรับใช้ชีวิตจริง ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่อนุรักษ์สภาพสัตว์ไว้ เรื่องโดย ลุงเผือก คัดจาก วารสารแซมซาย ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘
ใครจะว่าลุงเผือกเสือกก็ช่าง หนอย...เขียนเรื่องวัฒนธรรมอยู่หยกๆ สะเออะมาเขียนวิทยาซงวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมมันเรื่องโบราณ วิทยาศาสตร์มันเรื่องสมัยใหม่ มันไม่เกี่ยวกัน คนโง่คงจะว่าลุงอย่างนี้
ลุงให้อภัย เพราะเขาไม่รู้จักความหมายเรื่องวัฒนธรรมที่แท้จริง ซึ่งถ้าจะกล่าวว่าวัฒนธรรมต่างชาติหรือวัฒนธรรมเมืองเข้าครอบงำวัฒนธรรมชนบท ก็มีตัวการสำคัญคือ วิทยาศาสตร์และการศึกษานี่แหล่ะเป็นตัวเข้าไปครอบงำ
ตาลุงหัวโบราณคนนี้จะต่อต้านวิทยาศาสตร์กระมัง ฮ่วย ! บางคนอาจทึกทักเอาอย่างนี้ อย่า อย่าเพิ่งตัดสินชี้ขาดลุงอย่างนั้น เพราะนั่นมันไม่ใช่วิสัยของนักวิทยาศาสตร์นิยม
คุณรู้จักวิทยาศาสตร์แค่ไหน?
ถ้าเราศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็จะเห็นว่าการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ มีส่วนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในสังคมโลกอย่างใหญ่หลวง เช่นเดียวกัน ในชนบท เมื่อสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์เข้ามาถึง ก็เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเขาอย่างมากมายเช่นกัน
ข้อสำคัญตรงที่มันเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นหรือเลวลงเท่านั้น ลุงจะว่าในประเด็นนี้
..อะแอ้ม..ขอกระแอมสักหน่อย...วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตทั้งหมดของคนในสังคม วิทยาศาสตร์มาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต นี่แหล่ะคือวัฒนธรรมต่างชาติ และวัฒนธรรมเมืองที่เข้าไปสู่ชนบทและวิทยาศาสตร์ก็คือวัฒนธรรมจำเอาไว้
ว่ากันตามจริงแล้ว คนไทยเราส่วนใหญ่ทั้งในเมืองในชนบทต่างรู้จักวิทยาศาสตร์ในแง่ รู้จักใช้ผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และเข้าใจผิดว่านี่เองคือวิทยาศาสตร์ตัวจริง เจ้าพระคุณเอ๋ย...ไปเข้าใจว่าพวกเครื่องจักรเครื่องยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานอวกาศ หุ่นยนต์ และยาคุมกำเนิดโน่นว่าเป็นตัววิทยาศาสตร์ ได้ขับมอเตอร์ไซด์นึกว่าตัวเองเป็นนักวิทยาศาสตร์และคิดว่าตนทันสมัย ปู๊ดโธ่..ปู๊ดถังเอ๊ย..
ไอ้ที่รู้จักซ่อม รู้จักเครื่องยนต์กลไกเหล่านี้ เขาเรียกว่ารู้จักใช้ผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่รู้จักตัวจริงของวิทยาศาสตร์ และเมื่อรู้จักใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แพร่หลาย คนหลงว่าตนเองเป็นคนเก่งมีความสามารถ พัฒนาฝีมือจากทำไร่ทำนามาซ่อมจักรกลเป็น คนก็นิยมซื้อผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์เหล่านี้มาประดับวาสนาของตน ดูเอาเองเถอะในชีวิตประจำวันตั้งแต่นอนอยู่กับที่นอน มุ้ง เสื่อ หมอน ผ้าห่ม ตื่นขึ้นขันน้ำ แปรง และยาสีฟัน นาฬิกา วิทยุเทป ทีวี รถ ถนน ถ้าเดินทางไปหาแพทย์พวกเครื่องมือตรวจโรค อาคาร ยา แม้ห้องน้ำ โถส้อม กระดาษเช็ดก้น หรือตายแล้วไปสู่เมรุเผาศพ สิ่งเหล่านี้มันเป็นผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พวกดอกเตอร์ที่ไปเรียนวิทยาศาสตร์ แท้ที่จริงไปเรียนเอาความรู้เรื่องวิธีใช้ผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของบริษัทผลิตเวชภัณฑ์ในต่างชาติ กลับมาแล้วหลงว่าตนเองเก่าซะด้วย ถูกเขาต้อนสมองอย่างกับควายอย่างไม่รู้ตัว
ผลที่ออกมาก็คือ บริษัทที่ผลิตสิ่งเหล่านี้รวยไปตามๆ กัน เป็นการให้การศึกษาเพื่อจะได้เป็นอาณานิคมทางการตลาด ของโรงงานอุตสาหกรรม แล้วก็มาบ่นว่าขาดดุลการค้า อนิจจัง อนิจจาเอ๋ย...
มันเจริญทางวิทยาศาสตร์ที่ไหนกันเล่า? มันโง่งั่ง ถูกเขาแนะให้เรียนรู้จักวิธีใช้สินค้าของเขาแท้ๆ ถ้าระบบการศึกษาทั้งในและนอกโรงเรียนสอนคนให้รู้จักแต่วิธีใช้ผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์แบบนี้คนของเราก็จะถูกพัฒนาให้เป็นลูกค้าของต่างชาติ มันมีแต่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเลวลง เลวลง และเลวลง
ยอมรับหรือไม่ว่าการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในบ้านเมืองเรา ที่มันออกผลมาเป็นพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ เราไม่ได้รู้จักวิทยาศาสตร์ตัวจริงเลย และไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมมูลรากของเราด้วย
คงจะถามว่า วิทยาศาสตร์ตัวจริงคืออะไร (ว่ะ)
วิทยาศาสตร์ตัวจริง คือ รู้จักธรรมชาติและกฎของธรรมชาติตามเป็นจริงแล้วสามารถประกอบหรือประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ขึ้นใช้เองได้ ดังแต่ก่อนนั้นเราผลิตเกวียนได้จากวัสดุรอบๆ ตัวเราเอง มูลรากของวัฒนธรรมเรานั้น คือวัฒนธรรมแห่งการพึ่งตนเอง แต่น่าอนาถใจไหมที่เรามียางพาราส่งขายแต่เราไม่สามารถประดิษฐ์ยางรถยนต์ใช้เองได้ เราขายยางแล้วซื้อยางรถยนต์ นี่เรอะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่เราพัฒนาประชากร
หรืออย่างพวกปุ๋ยแทนที่จะพัฒนาความสามารถในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักขึ้นใช้เอง เราก็ใช้แต่ปุ๋ยเคมี มองดูให้ลึกๆ ในวิถีชีวิตของชาวบ้าน วิทยาศาสตร์แบบพื้นบ้านเรามีอยู่ก่อนบ้างแล้ว เช่น พวกยาสมุนไพร ถ้าเราเอาหลักวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์ ให้มันมีหลักเกณฑ์ที่มาตรฐาน และรู้จักปลูกสมุนไพร รู้จักวินิจฉัยโรค รู้จักรักษากันเองได้ ไม่ต้องซื้อต่างชาติ ไม่ต้องคอมหามไปหาพวกดอกเตอร์ที่โรงพยาบาล ไม่ต้องละทิ้งการออกกำลังกายทำงาน ละทิ้งการป้องกันโรค ลักษณะนี้เรียกว่ารู้จักผสมผสานวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพที่สามารถพึ่งตนเองได้ แก้ปัญหาของตนเองเชื่อมั่นในตนเอง
แต่เมื่อเราไปพัฒนาในด้านให้ลดความเชื่อตนเอง อะไรๆ ก็ไปหาหมอ ไปคลินิก ยาแคปซูล ยาฉีด คือแพทย์ผูกขาดความสามารถไว้หมด ก็อ่อนแอ ชนบทหามคนไข้เข้าเมือง คนเมืองหามเข้ากรุง คนกรุงหามบินไปต่างประเทศ ลักษณะเช่นนี้แสดงว่าวิทยาศาสตร์ที่แท้ไม่ได้แพร่หลายไปสู่การรับใช้ประชาชน โดยประชาชนแต่เป็นวิทยาศาสตร์แบบอาณานิคมทางการตลาด เป็นวิทยาศาสตร์แบบกาลีบ้านกาลีเมือง มันแพร่ออกไป เอ้อ...คิดแล้วลุงเผือกละกลุ้ม
โทษอันกาลีบ้านกาลีเมืองของมันคือ
๑.ทำให้คนขาดความเชื่อมันในความสามารถของตนเอง
๒.มันไม่ได้พัฒนาคนให้ดีขึ้นเลย
๓.ทำให้เราต้องเป็นลูกค้าที่ต้องเสียเปรียบอยู่ร่ำไป
๔.ประเทศชาติจะล่มจมฉิบหาย วอดวายในที่สุด
ทำไม....ทำไม....ทำไม....คนของเรามันไม่สามารถที่จะเรียนรู้หลักวิทยาศาสตร์ตัวจริงได้หรืออย่างไร มันโง่ดักดานหรือว่าพวกผู้วางแผนนโยบายพัฒนาประเทศมันโง่ มันเป็นทาสทางการค้าผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ของต่างชาติ มันผิดที่แผนพัฒนาประเทศ แต่ลุงขอว่าแบบประชาธิปไตยหน่อยเถอะ พวกวางแผนระดับชาตินั่นเองมันโง่ ไม่ใช่ชาวบ้านโง่ ชาวบ้านมีความสามารถเรียนรู้ได้ ดูแต่สอนวิทยาศาสตร์แขนงใช้ผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เดี๋ยวนี้รู้กันทั่วไปหมด ซึ่งถ้านักวางแผนวางแผนให้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ตัวจริง ชาวบ้านก็สามารถเรียนรู้ได้ ถ้าทำมาตั้งนานป่านนี้ประเทศชาติเจริญไปมากกว่านี้แล้ว...แหะๆ...ขอส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สักหน่อย อย่าโกรธลุงน่ะขอรับ พ่อนักประชาธิปไตย
ลุงมามองดูพวกของเด็กเล่น การรู้จักปั้นดินเหนียว รู้จักเอาใบไม้มาสาน ทำเป็นของเล่นให้ลูกๆ ได้ด้วยตนเอง ถ้าเราใส่ความรู้วิทยาศาสตร์ที่แท้จริง ป่านนี้ผลิตให้ลูกเล่นได้เองแล้ว แต่เจ้ากรรมไปสอนแต่ให้ซื้อตุ๊กตาและเครื่องเล่นพลาสติก จักรกลต่างๆ อันต้องซื้อจากโรงงานอุตสาหกรรม ชาวบ้านจึงต้องมีเวรมีกรรมดังเช่นทุกวันนี้
เอ้า...มาดูเครื่องจักรโรงงานทอผ้ากบการทอผ้านุ่งเอง การสามารถปลูกฝ้ายหรือเลี้ยงไหม และจนกระทั่งทอและตัดเย็บนุ่งเอง นี้เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีในพื้นบ้านพื้นเมืองแต่เราไม่ได้เสริมนี้ให้เข้มแข็ง เราไปรับเองเครื่องจักรทอผ้าเข้ามา เราเข้าใจว่ารู้จักใช้เครื่องจักรนี่แหล่ะเป็นวิทยาศาสตร์ ผลที่เกิดขึ้นคือเราต้องการซื้อเครื่องจักเขาและคนที่เป็นลูกจ้างก็ละทิ้งหมู่บ้านไปสุมกันอยู่ในเมือง เกิดปัญหาการกระจายรายได้ไม่ทั่วถึงและพวกอุตสาหกรรม หัตถกรรมพื้นบ้านอันเสริมวัฒนธรรมแบบพึ่งตนเองก็พังทลาย นี่คือการรุกรานทางวัฒนธรรมมันเป็นอย่างนี้
และเดี๋ยวนี้ พวกทีวี พวกภาพยนตร์ ดนตรีอะไรเหล่านี้ มันดึงเยาวชนให้ไปสนใจโน่น ยานอากาศ มนุษย์ต่างดาว หุ่นยนต์ แสงเลเซอร์ คอมพิวเตอร์ มันยิ่งทำให้ไม่สนใจวิทยาศาสตร์ที่จะพึ่งตนเองในชีวิตของชาวบ้านแบบง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว มันฟุ้งฝันเลยเถิดไป และ เกิดความดูหมิ่นปู่ย่า ตายายของตนเองว่าไม่มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ พวกของเด็กเล่นหุ่นยนต์ ยานอวกาศ มนุษย์ต่างดาว ก็ขายดี เราก็ซื้อๆๆๆ แต่จะสามารถใช้เป็นอาหาร กิน ผ้านุ่ง รักษาโรค สร้างบ้านอยู่แบบวิทยาศาสตร์ของปู่ย่า ตายายนั้นก็หามิได้ นี่คือการถูกรุกรานทางวัฒนธรรมที่มาล้างสมองให้เป็นทาสทางการค้าอย่างมหาวินาศสันตะโร รู้รึป่าว...
มันทำให้ไม่รู้จักปัญหาของตนเอง ของหมู่บ้านตนเอง มันทำให้โง่ดักดาน มันทำลายประเทศชาติ อย่างล้ำลึกชนิดอเนจอนาถอนาถา จึงเกิดคำว่า
ทันสมัยแต่ไม่พัฒนาขึ้น
ขณะเดียวกัน ถ้าเราติดตามข่าวคราวของนักวิทยาศาสตร์บ้านเรา เขาสนใจวิจัยพวกผักพื้นบ้านเพราะมันเป็นพืชที่ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศและภูมิอากาศแบบไทยๆ ไม่มีโรค ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ซึ่งผิดกับพวกผักกาด กะหล่ำปลีอันนำมาจากต่างประเทศ ต้องปลูกประคบประหงม ฉีดยา ใส่ปุ๋ยเคมีและแม้พวกสัตว์เลี้ยงเขาก็หันมาสนใจพันธุ์พื้นเมืองที่เลี้ยงโดยไม่ต้องใช้หัวอาหาร ไม่ต้องฉีดยา แต่ว่าก็ว่าเถอะ ไอ้ข่าวแบบนี้มันไม่เป็นที่ฮิตติดอารมณ์เท่ายานอวกาศ คอมพิวเตอร์ แสงเลเซอร์ คนต่างดาว หุ่นยนต์ ซึ่งการฮิตวิทยาศาสตร์แบบในหนัง ทีวี แบบนั้นมันเพิ่มความมั่งคั่งให้บริษัทผลิตของเด็กและพวกการ์ตูนที่เขาอ้างว่าวาดเพื่อพัฒนาเด็ก เฮ้อ...พัฒนาให้นิยมใช้สินค้าของต่างชาติ
ปีที่ผ่านมานั้น ข่าวคนไทยประดิษฐ์หุ่นยนต์ ประดิษฐ์เครื่องบิน ประดิษฐ์จักรยานแบบพกติดตัวไปได้และการค้นคว้าความรู้ทางชีววิทยา ย่อมแสดงถึงว่ามีคนไทยส่วนหนึ่งที่มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ อันกำลังจะก้าวไปสู่การสามารถผลิตประดิษฐ์กรรมขึ้นมาใช้เองได้ และพวกที่ส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นนิมิตหมายอันดีในด้านวิทยาศาสตร์กับการพัฒนา
ก่อนจบก็ขอวกไปถึงหัวข้อเรื่องสักนิดว่า วิทยาศาสตร์กับการพัฒนานั้น ต้องสนใจคิดตามให้มากที่สุด เพราะมีผลกระทบรุนแรงต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านและประเทศชาติ ทั้งแง่เศรษฐกิจและสังคม และถ้ามองเรื่องวัฒนธรรม ที่ถูกครองงำจากต่างชาติไปสู่ชนบท ก็ต้องมองเรื่องนี้ด้วยเป็นหลักสำคัญ ผู้อ่านได้จดหมายมาชมเชยข้อเขียนทางด้านศิลปวัฒนธรรมของลุง ลุงก็ขอขอบคุณมากๆ และได้เสนอแนะให้ลุงวิเคราะห์วิจารณ์ บทความเรื่องนี้จึงออกมาในแนวของการเริ่มเสนอบทวิเคราะห์ในด้านวัฒนธรรมให้เห็น แม้มันไม่ใช่วิชาการเจ๋งๆ แต่ก็ใช่ว่าจะปราศจากวิชาการเลยทีเดียว จริงม่ะ..
ในทางจริยธรรมนั้น เด็กที่เชื่อวิทยาศาสตร์คิดว่า การสืบพันธุ์ของพ่อแม่ก็เหมือนกับต้นไม้แพร่พันธุ์ เขามองแต่วัตถุแบบชีววิทยาเป็นสำคัญ จึงเกิดบทสรุปว่า พ่อแม่นั้นหามีพระคุณอันใดไม่ ไม่จำเป็นต้องกตัญญูกตเวที คนที่กตัญญูรู้คุณเป็นพวกหัวโบราณ ไม่ทันสมัยไม่เป็นวิทยาศาสตร์ งมงายไร้เหตุผล
ตลอดจนความเชื่อเรื่องการเกิดการตาย ก็เป็นตายแล้วสูญ ไม่มีบาปบุญคุณโทษ นรก สวรรค์อันใด ชาตินี้ชาติหน้า ใครเชื่อ ไอ้คนนั้นงมงาย บรมงั่ง เมื่อฆ่าคนตายก็เป็นการเอาตะกั่วไปแทรกผ่านวัตถุ คล้ายทำลายเครื่องยนต์เท่านั้นเอง มีบาปมีกรรมอะไรที่ไหน ทุจริตคดโกงคนไม่เห็นก็ไม่มีบาปนรกหรอก คนที่ทำผิดโดยสามารถตบตาคนอื่นได้ เป็นคนมีความสามารถ
นี่คือเหตุผลของความเชื่อใหม่ ที่เปลี่ยนไป อาชญากรรมชนิดต่างๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย มันเป็นผลของการนิยมวิทยาศาสตร์แบบที่ค้นคว้ารู้เรื่องวัตถุ ไม่ได้รู้ลึกถึงเรื่องจิตใจ อารมณ์ ทำให้คนที่อยู่ร่วมกันในครอบครัวไม่คำนึงถึงจิตใจและอารมณ์ของกันและกัน จิตใจหยาบชนิดจิตทรามจึงแพร่หลาย คนเห็นแก่ได้ ไม่คำนึงหัวอกเขาหัวอกเรา
จุดนี้คือตัวมาทำลายตัวจริงของศาสนา ยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ มันเป็นการพัฒนาคนให้จิตทราม โปรดจงหยุดคิดในสิ่งที่ลุงเผือกจอมเสือกแห่ง แซมซาย เขาวิจารณ์นี้ด้วยเทอญ เพราะว่าเสียงลุงเผือกมันเสียงมดเสียงแมลง จะไปมีอำนาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง นโยบายอะไรก็เพียงแต่มันบ้าๆ บวมๆ ไปคนเดียวแค่นั้นเอง
มีนักวัฒนธรรมบางคน เป็นห่วงว่าลุงเผือกจะไม่อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ของแท้ดั้งเดิมไว้ กลัว กันตรึม จะกลายเพี้ยนไปมาก ก็น่าเห็นใจอยู่หรอก เพราะเขาต้องการอนุรักษ์ไว้แบบเจ้าน้าที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ แต่ลุงเผือกไม่ใช่คนประเภทนั้น
ลุงเห็นว่าวัฒนธรรมที่จริงแท้ไม่มี มันผสมผสานเปลี่ยนแปลงปนเปเรื่อยมา ลุงรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาผสมตะวันออกก็ไม่แปลก หรือดัดแปลงเพิ่มเติมบ้างก็ไม่แปลก ลุงมุ่งที่จะให้ศิลปวัฒนธรรมนั้นรับใช้ชีวิตจริง ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่อนุรักษ์สภาพสัตว์ไว้
ลุงต้องการให้มันมีชีวิต และมาร่วมสุขทุกข์แก้ปัญหาของชีวิตและสังคม เช่น ลุงไม่ได้ทำผ้าป่า ผ้าบังสุกุลแบบพุทธกาล แล้วก็อธิบายเป็นวิชาการว่า นี่แหล่ะสมัยพุทธกาลทำอย่างนี้ แต่โน่นลุงเปลี่ยนเป็นผ้าป่าข้าว ทำธนาคารข้าว เพื่อแก้ปัญหาการกู้หนี้ยืมสิน ของชาวบ้าน ดังนั้นตะมาหาของเก่าที่ลุง คงหาไม่พบ ลุงศึกษาเพื่อประยุกต์ใช้แก้ปัญหาของสังคม มิใช่เป็นนักวิชาการแห่งพิพิธภัณฑ์
กันตรึมก็เช่นกัน ลุงพัฒนามันขึ้นมาเพื่อมุ่งปลูกจิตสำนึกของคนในสังคม เพื่อให้รู้จักปัญหาของตนเองของเพื่อนบ้าน และช่วยกันแก้ปัญหานั้น บทบาททางวัฒนธรรมของลุงมีแนวทางอย่างนี้ เป็นอันว่าฉบับปีใหม่ ๒๕๒๘ นี้ ลุงเผือกงดแปลวรรณกรรมใบลาน หันมาเทศนาเอง ใครตั้งใจฟังและปฏิบัติตามจะได้อานิสงฆ์เกิดชาติหน้า ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลก
เอวัง...ก็มีด้วยประการฉะนี้แหล่ะโยม.
ที่มา : วารสารแซมซาย ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ มกราคม กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘
ที่มา : ลุงเผือก (112.142.101.85) [2010-02-20 16:45:49]
[
ปิดหน้าต่างนี้
]
ศูนย์ข้อมูล กป.อพช. อีสาน 53/1 ซ.สระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000