แนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามมูน

ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามมูน โดย วิสูตร อยู่คง นักวิชาการป่าไม้ 7 ว.สำนักวิชาการป่าไม้ที่ 9 เรียบเรียงจาก เวทีเสวนานโยบายสาธารณะเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามมูน วันที่ 22-23 มกราคม 2553 ณ บริเวณลานหอวัฒนธรรมคนทาม หัวงานเขื่อนราษีไศล โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลล่าง อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

• ป่าทามที่อุดมสมบูรณ์กำลังกลับคืนมา

ชาวบ้านทุกคนที่อยู่ตรงนี้เป็นเหมือนครูของตน เป็นเหมือนครูที่กระตุ้นให้ผมไปเรียนรู้กับพี่น้องเอง ว่าเรื่องทามเป็นยังไง ซึ่งแต่เดิมผมไม่รู้อะไรเลย ก็ได้มาเรียนรู้กับพี่น้องที่นี่และที่อื่นๆ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพี่น้องมาเยอะ วันนี้แต่ผมจะขอพูดถึงเรื่องทามที่ไม่ใช่ที่นี่อย่างเดียว

สำหรับที่นี่ผมล่องเรือดูมันตั้งแต่ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ ไม้ทามยังเต็มไปหมด จนถึงช่วงที่มันตายไปหมด แต่พอได้มาล่องเรือดูเมื่อปีที่แล้วกับพ่อสิงห์ (สิงห์ จำเริญ ชาวบ้านผึ้ง อ.ราษีไศล) ป่ามันขึ้นมาแล้ว หลังจากเขื่อนถูกเปิด ป่ากลับมาสมบูรณ์ แม้จะยังไม่เท่าเดิม

นอกจากนี้ ต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องด้วย ที่ทั้งประเทศเวลาไปคุยที่ไหนนั้น แม้ว่าป่าทามที่ยิ่งใหญ่คือลุ่มน้ำสงครามเพราะยังไม่ถูกทำลายและไม่มีเขื่อน เป็นความใหญ่ที่สุดในเรื่องปริมาณ แต่เรื่องคุณภาพสู้ป่าทามที่นี่ไม่ได้เลย แม้ว่าป่าที่นี่จะถูกทำลายไปแล้ว

ผมได้ไปป่าทามที่ลุ่มน้ำสงครามหลายครั้ง ไปล่องเรือดูพบว่ามีไม้ไม่เกิน 5 ชนิด มันมีแต่ไผ่กระแซะเกือบทั้งหมด ไม้ใหญ่ๆถูกตัดไปหมด เหลือแต่ไผ่กระแซะ แม้นมันจะไม่มีเขื่อนแต่ว่าคุณภาพมันไม่มี ผมถามพี่น้องที่อยู่ที่นี่หน่อย ปลามันต้องกินเหมือนเรากินข้าวอย่างเดียวได้ไหม กินได้แต่อาจจะไม่อร่อย เปรียบเทียบกับปลาที่นั่นมีต้นไม้อยู่ 4-5 ชนิดแล้วมันก็กินอยู่แค่นั้น เทียบกับป่าทามบ้านเราที่หลายคนสำรวจแล้วพบว่า มีไม้ 100 กว่าชนิด นี่คืออาหารของปลา ไม่ต้องพูดประเด็นว่าเป็นอาหารของคน ซึ่งพืชบางอย่างมันเป็นอาหาร พืชบางอย่างเป็นวิตามิน พืชบางอย่างเป็นยา นี่คือความยิ่งใหญ่หรือก็คือความหลากหลายทางชีวภาพ ที่นี่ถ้าพูดถึงเรื่องความยิ่งใหญ่ ความใหญ่โตยอมรับว่าสู้ที่โน้นไม่ได้ แต่ว่าคุณภาพของความอุดมสมบูรณ์ของเรากำลังกลับมาแล้ว

ลุ่มน้ำมูนใหญ่กว่าลุ่มน้ำสงครามประมาณ 3 -4 เท่า และมีลุ่มน้ำสาขาที่สมบูรณ์อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ถึงแม้ว่าทามตรงนี้ถูกทำลาย แต่ทำไมทามตรงนี้ถึงได้ฟื้นฟูเร็วนัก ซึ่งก็ต้องไปดูที่ห้วยทับทัน ห้วยสำราญ ใกล้ๆแถวนี้ หรือลำชี ต้นสายขึ้นไป ทามมันมีความอุดมสมบูรณ์ แล้วต้นไม้บางชนิด อย่างเช่นต้นหูลิง เวลามันออกผลแล้วใบมันแผ่ออกเหมือนประดู่ใบมันก็ร่อนไปตามน้ำ ไหลลงมาอยู่แถวบ้านเรา แล้วมันก็มาโตอยู่ตรงนี้ ทำให้เรายังมีพ่อแม่ ปู่ย่าตายายที่สมบูรณ์อยู่ตอนเหนือเยอะแยะ มันถึงฟื้นตัวเร็ว แต่ไปดูลุ่มน้ำสงครามแทบไม่เหลือแล้ว ทุกคนใช้ประโยชน์จนมันเกินกำลัง แต่ป่าทามของเรามันสมบูรณ์จนน่าสนใจ

• คนและการอนุรักษ์ป่าทาม

คราวนี้มาดูเรื่องคนในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา คนของเราเข้มแข็งหรือไม่ ซึ่งผมขอแบ่งคนลุ่มน้ำมูนตามความกระตือรือร้น ตามความสนใจในพื้นที่ป่าทามออกเป็น 3 ส่วน หนึ่งคือพวกเรา(สมัชชาคนจนเขื่อนราศีไศลและเขื่อนหัวนา)ที่ก้าวไปข้างหน้ามาก มีงานวิจัยสกว. งานวิจัยไทบ้าน เขียนรายงานออกมาเต็ม แต่กลุ่มนี้ก็ยังไม่เยอะเท่าไร แล้วอีกกลุ่มหนึ่ง

พวกเราก้าวไปข้างหน้ามาก แล้วอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจอาจจะพอๆกับเราคือกลุ่มผู้มีพลัง (Elite person) คนที่มีอะไรพิเศษ คนที่มีเงินมาก คนที่มีอิทธิพลอะไรบางอย่างมาก พอๆกับเราแล้วสู้กัน แล้วคนส่วนใหญ่ละครับ นี่คือส่วนที่สามซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่อยู่ตรงกลางยังไม่ได้ขยับเท่าไร

แต่ตอนนี้มันเป็นการต่อสู้ระหว่างพวกเราซึ่งหัวก้าวหน้า มีความสนใจวิทยาการกำลังก้าวไปไกลมากกับอีกชุดหนึ่งที่มีกำลังเหนือเรา 2 กลุ่มนี้เท่านั้นที่จะสู้กันเพื่อดูแลรักษาป่าทาม ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ หลายคนนั่งเฉยๆไม่สนใจเลยอยู่อย่างนี้มีความสุขแล้ว แต่พวกเรานี่แหละผู้เสียสละ

ผมจำคำอ.สนั่น (สนั่น ชูสกุล) ที่เคยพูดไว้ว่า ฝนหยดแรกที่ตกลงมา มันไม่เป็นน้ำจะซึมลงไปในดิน ซึ่งพวกเราคือฝนที่มันซึมลงไปในดิน ไม่มีโอกาสไหลลงไปให้คนอื่นใช้ประโยชน์ แต่ต้องมีฝนอย่างพวกเรามากๆ จนดินอิ่มแล้วมันถึงจะไหล พี่น้องอย่าได้เสียใจว่าเราทำอะไรแล้วมันเหมือนกับว่าเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว แต่นี่คือผู้เสียสละ ที่ประเทศชาติต้องมี

• พัฒนาข้อมูลเพื่อการฟื้นฟูป่าทาม

ผมไปทำงานที่ลำเซบาย ป่าทามตรงนั้นเล็กนิดเดียวประมาณ 5,000 ไร่ แต่สมบูรณ์ดีมาก เมื่อไปเก็บข้อมูลตรงนั้นปรากฏว่ามีปลาอยู่ 56 ชนิด ก็ได้สร้างพี่น้องขึ้นมาด้วยกระบวนการอย่างนี้ ปรากฏว่าเดี่ยวนี้นะครับ ปลาแข้ ผมมีข้อมูลปลาแข้ ซึ่งมันมีแต่ในแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำมูนเท่านั้น แต่ว่ากระบวนการรักษาป่าโดยชุมชนที่เกิดขึ้น ปลาแข้ได้ขึ้นไปวางไข่ถึงบนตรงโน้นแล้ว

เพราะฉะนั้น เรา ต้องสู้กันด้วยข้อมูล ซึ่งถ้าเราบอกได้ว่าป่าทามตรงนี้ ปลาบึกปีนี้มันขึ้นมา 20 ตัว มันเป็นตัวชี้วัด เป็นภาษาใหม่ที่ทุกคนจะชอบตัวเลขแบบนี้ อย่างผมได้มีโอกาสไปกรรมาธิการหลายหน ท่านสส.ในนั้นถามผมว่า คุณเอางานเอาเงินไปรักษาป่าแล้วประชาชนของผมได้อะไร เขาถามผมอย่างนี้ หลายคนตอบไม่ได้ แต่ผมตอบได้ โดยเอารูปคนกำลังหาปลา รูปคนกำลังเทปลาลงในเรือไปให้ดู แล้วอธิบายว่าเมื่อรักษาป่าทามแล้วมันเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

นี่คือระบบการเมืองใหม่ ที่พัฒนาไปข้างหน้าแล้ว ด้วยระบบราชการเราถูกตรวจสอบด้วยระบบกรรมาธิการ ที่จะมีคำถามอย่างนี้ตลอดว่า พี่น้องได้ประโยชน์อะไร บางครั้งผมไปปลูกป่าในป่าทาม ชวนเขาปลูกไม้มะดัน ไปปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม ปลูกเสร็จแล้วน้ำท่วมตายหมด ชาวบ้านต้องบอกผมว่า รู้ไหมปลูกต้นไม้ในป่าทามต้องปลูกเดือนตุลาคม น้ำลดแล้วปลูก ผ่านไป 4-5 เดือนรากมันจะแข็งแรง ถึงน้ำท่วมก็ไม่ตาย ชาวบ้านเป็นคนสอนผม

แล้วผมก็ไปถามชาวบ้านที่ตำบลนาแก อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ว่าจะต้องปลูกต้นไม้อะไรในป่าทาม ชาวบ้านบอกให้ปลูกหว้าปลาซวยสิ เพราะว่าถ้ามันโตขึ้นลูกหว้ามันหล่น แล้วปลาซวยมากินพวกผมได้ประโยชน์ ไม่ต้องไปเอาต้นหูลิงมาปลูกที่นี่หรอก มันสมบูรณ์แล้ว นี่คือการปลูกโดยใช้องค์ความรู้ ปลูกแล้วได้ปลามากินเป็นอาหาร เพราะเวลาปลาแพร่พันธุ์มันจะขึ้นมาจากแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำมูน ซึ่งมันจะต้องมากินอาหาร ต้องแพร่พันธุ์ ถ้าเราสร้างอาหารไว้ให้ปลากิน ปลาก็จะหยุดอยู่ในพื้นที่เรา มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

อีกตัวอย่างหนึ่งคือที่ต.หัวตะพาน อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ มีอุปกรณ์หาปลาคือจิบ ซึ่งคล้ายๆกับโต่ง แต่จิบตรงโน้นแม่น้ำเล็ก กว้างประมาณ 20 เมตร เขาก็เอาจิบกั้นเลย เป็นการใช้ประโยชน์อย่างทำลายล้างมาก เพราะจิบนี่กวาดหมดยิ่งกว่าโต่ง ถ้าโต่งบ้านเรายังมีช่องว่างบ้าง จิบนี่กั้นไปเกือบครึ่งหนึ่ง แล้วทำช่องเล็กๆให้โต่งประมาณซัก 8 เมตร วางดักกินปลาหมด แต่ถ้าเอาตัวเลขรายได้มาดู จะพบว่าจิบ 19 ตัว ตัวหนึ่งได้เงินปีละ 50,000 บาท เป็นรายได้จำนวนมหาศาลเลย แล้วเขายังบอกว่าจิบตัวนี้ หน้าก่อนฝนตกปลาเนื้ออ่อนมันจะขึ้นไป ถ้าเอาลอบไปวาง แล้วกลับทิศจะได้ปลาเนื้ออ่อนเป็นถุง นี่คือการใช้ประโยชน์อย่างทำลายล้าง แต่อยากชี้ให้ดูตัวเลขที่เป็นรายได้จากผืนป่าเล็กๆแค่ 5,000 ไร่ ยังได้เงินเป็นล้านบาท

แต่เมื่อขบวนการทำงานกับชุมชนผ่านไป ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนปลาจะขึ้น ก็ปล่อยขึ้น ที่เอาลอบไปดักก็เลิกแล้ว พอถึงช่วงปลาจะลงเดี่ยวนี้ชาวบ้านบอกว่า จะจับปลาช่วงน้ำลงเดือนสิงหาคมเท่านั้น ให้ปลาออกลูกก่อน ให้ปลาแพร่พันธุ์ก่อนแล้วค่อยจับ ปรากฏว่า 3-4 ปีที่ผ่านมา ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าปลาเพิ่มขึ้น นี่คือการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ถ้าทุกคนสนใจเรื่องปลาทูที่อ่าวไทย แต่ก่อนยังไม่มีการอนุรักษ์แถว จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ชุมพร ปลาทูมีจำนวนลดลง แต่เมื่อยิ่งอนุรักษ์ ยิ่งดูแล ปลาทูยิ่งมีให้เราจับมากขึ้น หรืออย่างเคยไปทำงานที่สุรินทร์ แถวสุรินทร์มีวังปลาเพียบเลย ที่ยกตัวอย่างแบบนี้เพราะว่านอกจากเราจะขับเคลื่อนด้วยพลังรูปแบบนี้แล้ว ถามพี่น้องต่อหน่อยว่า มีบ้างแล้วหรือยังที่ทำวังปลาหรือดูแลอนุรักษ์ปลา แล้วมีการพูดถึงการใช้ประโยชน์ไหม

แม่น้ำมูนใหญ่มาก มีคนมาใช้ประโยชน์มากมายมหาศาล เราแม้จะอนุรักษ์อยู่แล้ว แต่ว่าแค่การอนุรักษ์พอหรือไม่ ในความรู้ที่มีที่จะนำไปตอบกับรัฐบาล สมมติว่า ถ้าเราทำแล้วสามารถตอบเป็นเสียงเดียวกันได้ว่า เราทำมา 10 ปี ปลาบึกมา 20 ตัว ปลาแข้เพิ่มขึ้น ปีๆหนึ่งชาวบ้านมีรายได้จากการทำวังปลา ดูแลรักษาปลา ปลาเพิ่มมากขึ้น ป่าเพิ่มมากขึ้น ชีวิตดีขึ้น แล้วจะขอการสนับสนุนที่ไหนก็ได้ แล้วถามอบต.ว่ามีการสนับสนุนหรือเปล่า อบต.ก็ต้องกระโดดใส่ มาร่วมมือกันทำงาน

ซึ่งขอให้พี่น้องสู้กันด้วยข้อมูล สู้ต่อไป ผมเชื่อว่ากรมชลประทานฟังสิ่งที่พี่น้องเสนอ แต่ว่ามันจะจัดการอย่างไร ให้น้ำอยู่ที่ไหน ขังอยู่เชิงตลิ่งแค่นั้นพอไหม มันมีวิธีการจัดการว่าต้องเปิดตอนไหน เมื่อเราได้ทรัพยากรปลามหาศาลจากแม่น้ำโขงจะปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้นเหรอ ทั้งที่ปลาจะขึ้นมาหาเราให้เราได้ใช้ประโยชน์ ก็ต้องมีวิธีการจัดการที่สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน

• ส่งต่อความรู้เพื่อความยั่งยืน

ตอนไปทำงานที่ลำเซบาย ถามพี่น้อง คนที่มาทำงานด้วยกัน เข้าไปโรงเรียน ถามกับโรงเรียน ถามไปถามมาก็ไปถามพ่อแม่เด็ก ค้นพบว่ามีองค์ความรู้ด้านปลา ด้านเครื่องมือจับปลา ด้านสมุนไพรเต็มหมู่บ้านไปหมดเลย แล้วถามว่าปัญหาคืออะไร เขาบอกว่า เดี๋ยวนี้คือลูกหลานไม่เคยรู้เรื่องต้นไม้ในป่าทามเลย ไม่เคยรู้สมุนไพรในป่าทามเลย เครื่องมือจับปลาที่เราทำเป็นมี 100 ชนิดที่โน้นมี 26 ชนิด ก็ไม่รู้จักเลย นอกจากมีพ่อใหญ่บางคนหนีบเอาหลานไปทามด้วยแล้วก็สอน ซึ่งก็มีอยู่คนสองคนเท่านั้น

ผมไปถามอีกทีว่าแล้วลูกหลานที่จบ ม.3 ม.6 แล้วเข้ากรุงเทพ จะกลับบ้านไหม เขาบอกว่าพอ 30 กว่าก็กลับบ้านนะ แล้วถ้าเขากลับบ้าน จะกลับมาดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร อันนี้คือสิ่งที่พยายามทำภายใต้สิ่งที่ผมมีอยู่ ก็พยายามทำให้ได้

นอกจากนี้มันมีคนที่รู้ว่า ปลาที่เข้ามาจะเอามาได้อย่างไร ปลาค้าวต้องทำอย่างไร ลอบที่จะใส่ปลาตัวนี้จะต้องใส่เหยื่ออะไร สิ่งนี้เมื่อมีแล้วจะต้องทำอย่างไรต่อ ผมก็ได้ไปหาคุณครู โดยคาดหวังว่าคุณครูน่าจะมีส่วนช่วยด้วย แต่พอทำไปทำมาพบว่า โรงเรียนค่อนข้างจะให้ความสนใจน้อย ด้วยคำพูดอาจจะให้ความสนใจสูงมาก พอไปทำจริงแทบจะมีความเคลื่อนไหวน้อยมาก แต่ในทำนองเดียวกันผมก็พบว่าครูบ้า ในลุ่มน้ำมูนก็พออยู่ แต่ก็นับคนได้ ซึ่งก็ได้มาทำงานด้วยกัน พยายามเพื่อที่จะให้รู้ว่า ไอ้สิ่งที่พ่อใหญ่เรียนรู้มีมหาศาล แต่จะส่งต่อจากคนรุ่นเราไปสู่ลูกหลานอย่างไร ถ้าหมดยุคเราจะทำอย่างไร ในการส่งผ่านความรู้ส่งผ่านกระบวนการคิดอย่างนี้ ก็ขอฝากพี่น้องไว้ตรงนี้ ด้วย

แล้วก็มีอีก 3 เรื่องที่จะพูดสั้นๆ เกี่ยวกับโลกของเราอีก 20 ปีข้างหน้า ที่จะเจอปัญหาอะไรบ้าง โดยปัญหาที่จะเกิดในโลกมี 3 ประเด็นภายในชั่วอายุเราที่จะเห็น ปัญหาแรกคืออาหาร ปัญหาที่สองคือน้ำมันเชื้อเพลิง ปัญหาที่สามคือโลกร้อน สามปัญหาที่จะเกิดขึ้นในโลก นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นทั้ง 3 อย่าง ที่ป่าทามจะเป็นคำตอบสำหรับปัญหาทั้ง 3 อย่างได้เลย

ดังนั้นอยากขอฝากไว้ให้ต่อสู้ต่อ อย่าเพิ่งท้อถอย แต่ว่าต้องต่อสู้บนฐานของข้อมูล ฐานของความถูกต้อง ที่จะส่งผ่านอุดมการณ์ ความรู้ ซึ่งอุดมการณ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอยู่บนฐานของความรู้ที่เราศึกษาในพื้นที่นี้อย่างถ่องแท้แล้วส่งไปให้ลูก ที่นี่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ไปถามในพื้นที่ทามหลายๆที่แล้ว ลูกหลานไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะฉะนั้นปีหน้าเราอาจจะพูดกันใหม่ไหมว่า จะสังเคราะห์ความรู้แล้ว เอาความรู้ส่งผ่านอย่างเป็นระบบสู่เด็กได้อย่างไร


ที่มา : วิสูตร อยู่คง (112.142.12.150) [2010-03-01 20:23:13]

[ ปิดหน้าต่างนี้ ]
 
ศูนย์ข้อมูล กป.อพช. อีสาน 53/1 ซ.สระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000