วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง ตอนที่ ๗

วิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง
ตอน ชุมชนฟากทางรถไฟ(เซียโหล่วเฮี้ยโป้ย) มหาวิทยาลัยข้างถนน



ปรีชา วรเศรษฐสิน
๑๒ กันยายน ๒๕๔๗



“เราชาวไทยเกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย ไม่เคยอ่อนน้อมเราไม่ยอมแพ้ใคร ศัตรูใจกล้ามาแต่ทิศใด มาข่มเหงไทยคงจะได้เห็นดี รักเมืองไทย ชูชาติไทยทะนุบำรุงให้รุ่งเรืองสมเป็นเมืองของไทยๆๆๆๆ

เสียงเพลงรักเมืองไทย สลับเสียงเปล่งตระโกน “เขาพระวิหารต้องเป็นของไทย” ดังกึกก้องสนั่นทั่วบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์จากการชุมนุมประท้วงของนักเรียนนักศึกษา ชาวสุรินทร์เพื่อให้ดังกึกก้องไปถึงศาลโลกที่กำลังพิจารณาคดี “เขาพระวิหาร” ซึ่งประเทศกัมพูชาได้ฟ้องร้องต่อศาลโลกขอให้อธิปไตย”เขาพระวิหาร”เป็นของกัมพูชา

ภาพเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงเกิดขึ้นระหว่างปีพ.ศ.๒๕๐๕ขณะนั้นผู้เขียนเรียนอยู่ชั้น ประถมปีที่๑ โรงเรียนเทศบาล๑มโนภาพความทรงจำในอดีตมักปรากฏกับผู้เขียนบ่อยขึ้นอาจเป็นเพราะว่าผู้เขียนสูงวัยมากขึ้น หรือเพราะผ่านประสบการณ์ได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงในรอบกึ่งศตวรรษที่ผ่านไป ตลอดจนประสบการณ์เรียนรู้จากเตี่ยและแม่ ได้บอกเล่าเรื่องราวในอดีต ของท่าน อาก๋งและประสบการณ์บนถนนสายปัทมานนท์

ทำให้เมื่อรำลึกถึงอดีต มองภาพปัจจุบันลอดผ่านทลุไปในอนาคต จินตนาการเหล่านี้มันรบกวนจิตใจและสมาธิของผู้เขียนเป็นอย่างมาก ถึงอนาคตเยาวชนรุ่นลูกหลานเหลน ของเรา พวกเขากำลังวิ่งแข่งขันกันเข้าไปกับโลกของเทคโนโลยี “ไมโครชิพ” และกำลังจะหายสาบสูญไปกับเทคโนโลยีที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า “นาโนเทคโนโลยี”

ปรากฏการณ์ในปัจจุบันกำลังจะบอกอะไรบางอย่างกับสังคมโลกในอนาคต เมื่อประเทศมหาอำนาจที่เป็นศูนย์กลางการนำของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เติบโตมาจากสังคมที่ไร้อารยธรรม (ก่อตั้งประเทศถึงปัจจุบันเพียง ๒๐๐ปี) กำลังลากจูงสังคมมนุษย์ออกจากสังคมอารยธรรมที่มีวิวัฒนาการมานานนับหมื่นปี วัฒนธรรม จริยธรรมความสัมพันธ์ที่เอื้ออาทรต่อกัน กำลังกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยโบราณคร่ำครึ ค่านิยมจารีตนิยมใหม่กำลังถูกสร้างขึ้นมาแทนที่วัฒนธรรม จริยะธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบดั้งเดิม

มหาเศรษฐี บิล เกตต์แห่ง ไมโครซอฟต์ได้รับการเทิดทูลว่าประสบความสำเร็จสูงสุดที่ควรค่าแก่การยกย่องสรรเสริญ ฯลฯ ทั้งๆที่ความมั่งคั่งของ บิลเกต เพียง ๒-๓ คนที่ปรากฏขึ้นในท่ามกลางความยากจนหิวโหยของของประชากรโลกนับพันล้านคน

สังคมโลกปัจจุบันเป็นยุคแห่งข่าวสารข้อมูล (Information Technology) “โลกของอินเตอร์เน็ต” กำลังสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงแก่มวลมนุษย์ชาติ ในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมข่าวสารข้อมูล

อนาคตอันใกล้จะไม่มีโทรเลข โทรสารการแสวงหาความรู้ศาสตร์ต่างๆมากมายจะไม่อาจปิดกั้นโอกาสแก่ผู้ใฝ่รู้อีกต่อไป ห้องสมุดขนาดมหึมาใน “โลกของอินเตอร์เน็ต” จะช่วยให้การค้นคว้าหาความรู้ ไม่เป็นสิ่งลี้ลับอีกต่อไปไม่ว่าเป็นด้าน กีฬา บันเทิง ศิลปวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ กฎหมาย วิชาการข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจ ฯลฯ

แน่นอนที่สุดโลกยุคข่าวสารข้อมูล ได้สร้างประโยชน์มากมายแก่มวลมนุษยชาติ แต่ทุกสรรพสิ่งของปรากฏการณ์ย่อมที่จะตอบสนองต่อสรรพสิ่งเป็นสองด้านที่ตรงกันข้ามกันเสมอเมื่อมีด้านดีย่อมมีด้านเสีย มีสร้างสรรค์ย่อมมีทำลาย เนื่องจาก“โลกของอินเตอร์เน็ต” เพียบพร้อมไปด้วยข่าวสารข้อมูลที่ไร้ขอบเขตปริมณฑลและไม่มีใครสามารถเข้าควบคุมกำกับดูแลได้

ความหลากหลายของข้อมูลข่าวสาร กำลังจะเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อการทำลายสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น หากไม่มีการเตรียมการที่จะป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ ท่านลองจินตนาการภาพโลกอนาคตในอีก๒๐-๕๐ ปีข้างหน้ารุ่นลูกรุ่นหลานเหลนของเรา สมมุติว่าครอบครัวหนึ่งมีสี่คน พ่อ แม่และลูกอีก ๒ คน แต่ละคนต่างให้ความสนใจในความรู้ที่แตกต่างกัน เช่นพ่อสนใจเรื่องการเมือง แม่สนใจเรื่องสุขภาพ ลูกคนโตสนใจในเรื่องของกีฬา ลูกคนเล็กสนใจด้านวิทยาศาสตร์ฯลฯ

“โลกของอินเตอร์เน็ต” จะสนองตอบความต้องการของพวกเขาอย่างไร้ขอบเขตจำกัด สังคมเล็กๆในครอบครัวพวกเขาจะอยู่กันอย่างไรบนโต๊ะอาหาร ขณะที่คุณพ่อมีข่าวเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นทางการเมืองโลก นำมาบอกเล่าในโต๊ะอาหาร ลูกคนเล็กอยากคุยเรื่องของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ลูกคนโตกล่าวชื่นชมในตัวของฮีโร่ทางด้านกีฬา ฯลฯ

ถามว่าการสนทนาของพวกเขาบนโต๊ะอาหารจะเป็นอย่างไร ในเมื่อสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนต่างอัดแน่นไปด้วยความรู้ความสนใจออกไปคนละด้านคนละแนว วงสนทนาคงน่าจะออกมาในรูปของการเป่าปี่ให้ควายฟัง มากกว่าการสนทนาอย่างมีความสุขแบบครอบครัว

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จต่างคนต่างก็เข้าไปหาเพื่อนคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันใน“โลกของอินเตอร์เน็ต” ที่มีแต่เพื่อนที่รู้ใจซึ่งมีอยู่มากมายจากทั่วทุกมุมโลก ได้ทั้งความรู้ความสุขมากกว่าการสนทนาแลกเปลี่ยนในครอบครัว ที่ต่างคนต่างมีความรู้ ความเข้าใจของแต่ละคนที่แตกต่างกัน ในที่สุด “โลกของอินเตอร์เน็ต” ก็จะค่อยๆดึงพวกเขา แยกห่างออกจากกัน ความเคารพรัก ความสัมพันธ์ลักษณะเครือญาติพี่น้อง แบบสังคมวัฒนธรรมในอดีตก็จะค่อยๆเลือนหายไป

เมื่อความรักความสัมพันธ์ในลักษณะครอบครัวเครือญาติ ซึ่งเป็นความสามัคคีหน่วยย่อยที่สุดของสังคมค่อยๆเลือนหายไป ความแปลกแยกทางความคิดที่เกิดขึ้นในครอบครัวแม้จะไม่ใช่ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

แต่กลับเป็นการก่อกำเนิดรากเหง้าที่แปลกแยกความสามัคคีในสังคมระดับท้องถิ่นกิจกรรมวิถีการดำเนินชีวิตที่ท่องไปใน “โลกของอินเตอร์เน็ต” นับวันก็ยิ่งห่างไกลออกไปจากสังคมในท้องถิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ สังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นแบบดั้งเดิม จะถูกดูหมิ่นดูแคลนว่าเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไร้คุณค่า

การให้ความเคารพต่อผู้เฒ่าผู้แก่ที่ฝังรากลึกในสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น เด็กจะต้องให้ความเคารพนับถือผู้ใหญ่ ดังปรัชญาเอเชียที่ยึดถือกันมานาน “สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง” สัจธรรม “เกิด แก่เจ็บ ตาย “เป็นสิ่งที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่พ้น วัฒนธรรมท้องถิ่นที่พ่อแม่เลี้ยงอบรมดูแลลูก เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชราภาพลูกๆก็จะดูแลพ่อแม่ เป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดจากการสรุปบทเรียนผ่านมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากอารยธรรมตะวันออก จะค่อยๆคลายความศักดิ์สิทธิ์ไป การดูแลให้ความเคารพรักผู้หลักผู้ใหญ่คนเฒ่าคนแก่แบบวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมจะถูกลืมเลือนไปจากมโนภาพของอนุชนรุ่นใหม่

ในสังคมโลกยุคข่าวสารข้อมูล (Information Technology) พวกเขากำลังถูกออกแบบให้เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ มนุษย์ที่ขาดรากเหง้า ไม่มีชาติกำเนิดไม่มีความเชื่อมั่นในตนเองและไม่เชื่อมั่นต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นฯลฯ ดังเช่นคำโบราณที่กล่าวเปรียบเปรยไว้ว่า คนที่ขาดจริยธรรมและวัฒนธรรม

เปรียบเสมือนมนุษย์ที่ “เกิดมาจากกระบอกไม้ไผ่” อนาคตพวกเขาจะรับเอาศาสตร์ต่างๆ วัฒนธรรมต่างๆที่มีอยู่หลากหลายใน“โลกของอินเตอร์เน็ต” ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่รู้จักแยกแยะถูกผิดดี ชั่ว เพราะจะถูกดูดกลืนจากสิ่งที่เรียกว่า “ทันสมัย สมัยใหม่” ที่หลั่งไหลเข้ามากับ“โลกของอินเตอร์เน็ต” ความคิดที่จะศึกษาศาสตร์ใหม่ๆวัฒนธรรมใหม่ๆ จะมีอิทธิพลเหนือกว่าความคิดในการที่จะศึกษาวิถีการดำเนินชีวิตรูปแบบภูมิปัญญา วัฒนธรรมและอารยธรรม ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น ฯลฯแบบตัดตอนประวัติศาสตร์

ตัวอย่างความล้มเหลวจาก “โลกของอินเตอร์เน็ต” ที่มีผลกระทบด้านลบต่อเยาวชนของเราในปัจจุบันดังรายงานผลวิจัยของสำนักพัฒนาสุขภาพจิต ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ ๕สิงหาคมที่ผ่านมาโดย น.พ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุลผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิตพบว่าปัญหาหลักๆของวัยรุ่นในปัจจุบัน ได้แก่

๑.สภาพครอบครัว ความใกล้ชิดผูกพันกับครอบครัวมีน้อยลงทำให้เด็กขาดที่ปรึกษาทางใจ เมื่อพบปัญหาหรือขาดตัวแบบอย่างในการดำเนินชีวิตจึงหันเข้าหาเพื่อนรุ่นเดียวกันและยึดตัวบุคคลสาธารณะที่อยู่ในวัยเดียวกัน เช่นดารา นักร้อง นางแบบ นายแบบ เป็นตัวอย่าง

๒.สภาพสังคม การดำเนินชีวิตตามกระแสแฟชั่นนิยมซึ่งมากับสื่อเทคโนโลยีและความเจริญทางวัตถุแสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยในทักษะและศักยภาพของวัยรุ่นในการรับมือกับการสื่อและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ผลวิจัยยังพบว่าพฤติกรรมแลกเปลี่ยนคู่นอนของกลุ่มวัยรุ่นปัจจุบันมีเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นถึง๕๐% โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่อายุ ๑๕-๒๓ ปีทั้งนี้เนื่องจากเด็กก็มีการเรียนรู้เรื่องเพศสัมพันธ์เร็วขึ้นโดยได้รับอิทธิจากสื่อแขนงต่าง ๆ และสภาพสังคมไทยยุคปัจจุบันแฟชั่นการแต่งตัวของวัยรุ่นมีส่วนทำให้หนุ่มสาวไม่สามารถห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์เกิดขึ้นได้

เพราะเด็กจะมีวิถีการติดต่อกันเป็นระบบเครือข่ายที่คนนอกไม่สามารถเข้าไปควบคุมพฤติกรรมเช่น ชมรมสวิงกิ้ง กลุ่มนางฟ้าโล่เงินเซ็กส์เอื้ออาทร เป็นต้น โดยส่วนใหญ่จะติดต่อสื่อสารกันทางอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ และตามร้านอาหารทั่วไปไม่ได้นัดเจอกันตามเธค ผับ เพราะไม่มีเสียงคนรบกวน พูดคุยกันได้ง่ายขึ้น คนกลุ่มนี้จะมีวิธีการป้องกันตัวเองเป็นอย่างดี น้อยมากที่จะพลาดพลั้งตั้งครรภ์ซึ่งถ้าตั้งครรภ์ก็จะมีวิธีการทำแท้งได้โดยไม่ยาก

น.พ.ประเวช ตันติพิวัฒนกุลผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต ให้ความเห็นโดยสรุปว่า ปัญหาวัยรุ่นเป็นปัญหาปลายทางของหลาย ๆ ปัญหา ทั้งจากความอ่อนแอของสังคม ครอบครัวและตัวของวัยรุ่นเองที่ขาดทักษะในการดำรงชีวิต ดังนั้นการแก้ไขจึงต้องแยกส่วนโดยดูปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาและจุดใดบ้างที่สามารถควบคุมได้

ผู้เขียนขอฝากไว้เป็นแง่คิดสำหรับพวกเราในยุคปัจจุบันซึ่งยืนอยู่ในท่ามกลางการเปลี่ยนของยุคสมัย อย่างน้อยก็เพื่อที่จะช่วยกันคิดช่วยกันสร้างสรรค์อนาคต เพื่อเป็นการเตรียมการป้องกันไม่ให้อนุชนรุ่นหลังของเราต้องกลายเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ไร้รากเหง้าแห่งอารยธรรม

ลองพิจารณาว่าหากสังคมในครอบครัวขาดสิ่งยึดเหนี่ยวที่ยืนอยู่บนรากฐานเดียวกันแต่กลับมีความหลากหลายในวิธีคิดวิธีการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงความสามัคคีถนอมรักในสถาบันครอบครัวย่อมขาดพลัง และส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณความรักในบรรพบุรุษท้องถิ่น และประเทศชาติ

การปูพื้นฐานปลูกฝังรากฐานทางประวัติศาสตร์วิถีชีวิตแห่งอารยธรรมท้องถิ่น จะเป็นการเชื่อมโยงอนุชนรุ่นหลังให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าพวกเขากำเนิดมาในสังคมที่มีประวัติศาสตร์อันสืบทอดทางอารยะธรรมมายาวนาน มีเกียรติ ศักดิ์ศรีมีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ปลูกสร้างถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ และรอการสืบสานอารยธรรมอย่างสร้างสรรค์จากพวกเขา ที่จะต้องแบกรับภารกิจอันศักดิ์สิทธิทางประวัติศาสตร์นี้

ก็จะทำให้สังคมของเราอนุชนของเราสามารถยืนอยู่ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในสังคมโลก ยุคแห่งข่าวสารข้อมูล ( Information Technology) ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย และสร้างสรรค์

ขณะที่ผู้เขียนจินตนาการถึงภาพในอนาคต ภาพในอดีตได้ย้อนกลับเข้าในความคิดอีกครั้งสมัยเมื่อครั้งปฐมวัยก่อนถึงวัยเกณฑ์เข้าโรงเรียน (อายุ ๖ขวบจึงเข้าเรียนชั้นเด็กเล็กได้) หลังจากตื่นเช้าขึ้นมาพี่ๆก็พากินข้าว

เพราะแม่จะไม่ว่างสาระวนอยู่กับการเตรียมเปิดร้านและขายอาหารซึ่งเป็นร้านอาหารเล็กๆ ขายก๋วยเตี๋ยว ต้มยำ ลาบก้อย ข้าวเหนียวฯ จากนั้นพวกๆพี่ๆก็แต่งตัวนักเรียนใส่หมวกกระโล่พากันหิ้วกระเป๋าเดินไปโรงเรียนส่วนผมกับน้องชายก็ออกไปเดินเล่นวิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ละแวกใกล้ๆบ้านเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานมาก

มีเกมส์เล่นต่างๆมากมาย เช่น เล่นไม้หึ่ง กระโดดเชือก ตี่จับ งัดข้อตีปิงปอง เล่นซ่อนหา มอญซ่อนผ้า ฯลฯ ซึ่งเป็นเกมส์กีฬาที่เป็นการออกกำลังกาย

เกมส์การพนัน (ผู้เขียนอยากเรียกว่าบทเรียนคณิตศาสตร์ สังคม และการค้า เด็กๆสมัยนั้นนับเลขบวกเลขเป็นตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียน) ได้แก่ เล่นไพ่พนัน เม็ดแต้ เป่ายางยืด (ยางหนังกะติ๊ก) โยนหลุม โยนเส้น ฯลฯ

วันเสาร์อาทิตย์จะสนุกมาก เพราะรุ่นพี่ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียนก็มาพากันเล่นเกมส์ต่างๆทุกชนิด นอกจากนั้นยังมีรายการบันเทิงพิเศษอีกต่างหาก เช่นรุ่นพี่จะนำหนังสือการ์ตูน มาอ่านให้ฟังด้วยลีลาการพากย์เสียงเรียนแบบนักพากย์หนังโรงใหญ่ชื่อดังในสมัยนั้น เช่น โกญจนาทนันทวัน ฯลฯ

ซึ่งเป็นที่นิยมมากเพราะรุ่นพี่จะไม่เก็บตัง เด็กจะล้อมดูและฟังเป็นวงๆไป หนังเงากระจก ภาพยนตร์ ๘ มิล โทรทัศน์ช่อง๕ขอนแก่น(ละแวกถนนปัทมานนท์มีอยู่เครื่องเดียว เวลาเปิดโทรทัศน์จะมีเม็ดฝนเต็มจอสลับกับภาพเลือนรางตลอดเวลา) และภาพยนตร์โรงใหญ่ ฯลฯ

ตกเวลาบ่าย-เย็น เด็กที่ออกไปเล่นทั้งวันเหน็ดเหนื่อยต่างคนก็ต่างกลับบ้านของตัวเอง บางคนยังไม่ยอมกลับบ้านเล่นอยู่กับบ้านเพื่อนแม่ก็จะถือไม้เรียวออกมาตามให้กลับบ้าน

เด็กแต่ละคนจะขะมุกขะมอมกลับบ้านทุกวัน เพราะสมัยนั้นไม่มีพื้นปูนบริเวณที่เด็กเล่นส่วนใหญ่จะเป็นดิน ยกเว้นเกมส์บางอย่างจะเล่นในบริเวณหน้าบ้านซึ่งเป็นบ้านห้องแถวค้าขายจะมีชายคายื่นออกมาจากประตูบ้านประมาณ ๕-๖เมตรเป็นพื้นไม้ยกสูงประมาณ 50 เซนติเมตร

กิจกรรมเล่นของเด็กๆในสมัยนั้นปัจจุบันดูเหมือนจะถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่ล้าสมัยโบราณถ้ามีใครจะพูดถึงมัน แต่หากมองให้ลึกๆลงไป จะพบว่าวิธีคิดในกิจกรรมต่างๆของเด็กในอดีตได้ย้อนกลับมาให้เป็นที่ถกเถียงกันในวงการศึกษาในยุคปัจจุบันว่าหลักสูตรการศึกษาสมัยใหม่ที่นำมาจากตะวันตก ในช่วง ๓-๔ ทศวรรษผ่านไปได้มีส่วนเข้าไปพัฒนาโครงสร้างทางปัญญาของเยาวชนไทยสู่...การคิดไม่เป็น…

แม้นักวิชาการในปัจจุบันที่กล่าวหาว่าระบบการศึกษาที่ผ่านมานั้นผิดพลาด แต่วิธีคิดวิธีการทำงานของพวกเขากลับวนอยู่กับที่เช่นกัน

กระทั่งเด็กนักเรียนถึงกลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ระบบการศึกษาแบบไชด์เซ็นเตอร์ (Child Center ) ว่าเป็นระบบ “ควายเซ็นเตอร์” ฝ่ายคิดหลักสูตรก็ออกมาตอบโต้นักเรียนว่า” เพราะเซ่อเป็นทุน” ฯลฯ

ผู้เขียนมิได้ปฏิเสธ ศาสตร์ทฤษฎีจากตะวันตกเพียงแต่เห็นว่าไม่ควรตัดตอนทางประวัติศาสตร์แล้วก๊อปปี้ นำมาใช้กับสังคมไทยโดยขาดวิธีคิดวิธีการทำงานในการนำมาประสานใช้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ของสังคมวัฒนธรรมไทยมิเช่นนั้นแล้วก็จะเป็นการทำลาย ความเชื่อมั่นต่อเยาวชนโดยพื้นฐานที่ไม่กล้าคิด

การนำศาสตร์ทฤษฎีจากตะวันตกมาประสานใช้ ควรยืนอยู่บนพื้นฐานเพียงแค่การแลกเปลี่ยนทางด้านวัฒนธรรมไม่ใช่การคัดลอกมาทั้งระบบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบันล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากความคิดที่ตัดตอนประวัติศาสตร์

ความจริงวิวัฒนาการอารยธรรมของสังคมไทยมีมานานไม่ได้ล้าหลังกว่าชาติฝรั่งตะวันตก แต่อย่างใด เช่น เมื่อครั้ง มาร์โค โปโล ชาวเวนิช เดินทางสู่โลกตะวันออกและได้อยู่รับใช้จักรพรรดิ กุบไลข่าน ในประเทศจีนนาน ๒๓ ปี เมื่อกลับเมือง เวนิชได้เขียนตำนานเรื่องราวความเป็นจริงเกี่ยวกับโลกตะวันออก เมื่อราว ๗๐๐ ปีก่อนยังถูกชาวยุโรปกล่าวหาว่าเป็น ”เป็นยอดนักโกหก”

นั่นแปลว่าความเจริญก้าวทางสังคมอารยธรรมในโลกตะวันออกมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับยุโรปในยุคนั้นหรือแม้กระทั่งความละเอียดอ่อนของการใช้ภาษา เช่นขณะที่คนไทยบอกความรู้สึกของการลิ้มรสอาหารว่า”เค็ม” ฝรั่งยังเรียกว่า”เกลือ” ดังนั้นอิทธิพลทางความคิดวัฒนธรรมตะวันตก ได้เข้ามาครอบงำวัฒนธรรมของตะวันออกในช่วงระเวลาที่ไม่นานมานี้เอง ก่อนหน้านั้นยังหล้าหลังอารยธรรมตะวันออกอยู่มาก

ตัวอย่างเช่นปัจจุบันการบริหารองค์กรในโลกตะวันตกกำลังตื่นเต้นกับ ตำราบริหารที่เรียกว่า “ SWOT (Strengths, Weaknesses, Opportunites, and Threats) Analysis “ ความจริงแล้ว มีข้อแตกต่างดีกว่ากันตรงไหนกับคำว่า“กาละ เทศะ“ซึ่งชาวไทยค้นพบมานานนมกาเล หรือมีใช้อยู่ทั่วไปในสังคมตะวันออก สังคมไทยปัจจุบันผู้ใดใช้คำว่า “กาละ เทศะ“ ก็จะถูกมองว่าหล้าหลัง แต่หากใครรู้จักคำว่าSWOT Analysis ก็แลดูทันสมัยเป็นผู้รู้มีความสามารถ

หรือ อย่างเช่นเมื่อเร็วๆนี้(๖ตุลาคม๔๗)องค์การอนามัยโลก(WHO=World Health Organization) ออกมาประกาศยุทธศาสตร์ “สงครามต่อต้านน้ำตาล” ว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากรับประทานมากเกินไปจะทำให้เกิด โรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจโรคมะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วน ฯลฯ

ในขณะที่การต่อต้านน้ำตาลของ WHO กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นบริษัทผลิตสารให้ความหวานในสหรัฐอเมริกา กำลังผลิตสารให้ความหวาน ทีมีความหวานที่๒๕๐ เท่าของน้ำตาลและล่าสุดกำลังจะออกผลิตภัณฑ์สารให้ความหวานที่มีความหวานสูงกว่าน้ำตาลมากถึง ๙,๐๐๐เท่า(ในอดีตสารดังกว่าถูกระบุว่าเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้)

ความจริงน้ำตาลความหวานที่ได้มาจากพืชธรรมชาติต้นอ้อยมีการใช้กันมานานนับพันปี ไม่เคยปรากฏตามข้อกล่าวหาของ WHO แต่อย่างใด

การเกิดโรคอ้วนอาจมาจากสาเหตุที่เยาวชนติดเกมส์คอมพิวเตอร์ กระทั่งขาดการเคลื่อนไหวทำให้พลังงานไม่ถูกนำไปใช้และสะสมในร่างกายทำให้เกิดโรคอ้วนซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอื่นๆที่ตามมา แต่ WHO กลับไม่มีการกล่าวถึงสาเหตุดังกล่าว

เป็นไปได้หรือไม่ว่า “งานวิจัยหลายด้านถูกกระทำขึ้นมาบนพื้นฐานของการรับใช้ธุรกิจของชาติตะวันตก”เช่นกรณีการประกาศสงครามต่อต้านน้ำตาลของ WHO ดังกล่าวเพื่อเปิดตลาดให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสารให้ความหวานในสหรัฐอเมริกาซึ่งสารให้ความหวานดังกล่าวยังมีอายุการใช้แพร่หลายในคนน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำตาล ฯลฯ หรืออย่างเช่น

โรคเอดส์ AIDS (HIV:Human Immunodeficiency Virus), ที่คุกคามประชาคมโลกในหลายสิบปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังยากที่จะค้นพบวิธีรักษา เนื่องชาติตะวันตก วิจัยว่าโรคเอดส์กำเนิดมาจากลิง ขณะที่

นางวันการี มาไท เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2004กล่าวในการแถลงข่าวที่เมืองไนโรบีหนึ่งวันหลังได้รับรางวัลจากผลงานด้านสิทธิมนุษยชนและการปลูกป่าในแอฟริกาซึ่งเป็นหญิงชาวแอฟริกันคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพกล่าวยืนยันข้อกล่าวหาของเธอที่ระบุว่าไวรัสเอดส์ถูกสร้างขึ้นอย่างจงใจเพื่อใช้ในสงคราม

"บางคนบอกว่าเอดส์มีต้นกำเนิดมาจากลิง แต่ฉันไม่เชื่อหรอกเพราะเราอยู่กับลิงมานานนมจนแทบจะจำไม่ได้แล้ว บางคนบอกว่ามันเป็นคำสาปจากพระเจ้าแต่ฉันว่ามันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นพวกเราคนดำกำลังตายมากกว่าคนอื่นๆบนดาวเคราะห์นี้"

หรือไข้หวัดนก ตามความเห็นของ นายวัลลภ เจียรวนนท์กรรมการบริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซี.พี.) ได้ให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคมนี้ว่า “ปัญหาไข้หวัดนกเป็นปัญหาการเมืองระดับโลกประเทศมหาอำนาจพยายามสร้างภาพโรคไข้หวัดนกให้น่ากลัว ทั้งๆที่ในแต่ละปีมนุษย์ตายจากโรคชนิดอื่นๆมากกว่าไข้หวัดนกหลายพันเท่าอาทิโรคเอดส์,วัณโรคหรือแม้แต่การตายจากอุบัติเหตุ”

“นอกจากการที่ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ต้องการชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งสถานการณ์ไข้หวัดนกเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้ได้ผล”นายวัลลภกล่าว

แต่เมื่องานวิจัยจากตะวันตกประกาศออกมาสังคมไทยก็มักจะว่าตาม แบบไม่มีการประยุกต์หรือปรับใช้เสมอมา ที่กล่าวมาข้างต้นนี่คือลักษณะของการถูกครอบงำทางด้านข้อมูลข่าวสาร และวัฒนธรรม ฯลฯ ที่ส่งผลกระทำให้ประเทศไทยไม่เติบโตสักทีทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากการขาดความเชื่อมั่นในตนเองและตกเป็นทาสทางปัญญา ดังนั้นการเรียนรู้จึงมิอาจตัดตอนประวัติศาสตร์ เพราะนั่นคือการบ่มเพาะให้เยาวชนขาดความเชื่อมั่น ต่อระบบวิธีคิดวิธีการทำงานของตน และทำให้ถูกครอบงำทางด้านวัฒนธรรมจากสื่อ Internet ได้โดยง่าย

แต่หากการจัดการเกี่ยวระบบการศึกษาที่เน้นให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมอย่างเหมาะสมก็จะทำให้เยาวชนได้เกิดความเชื่อมั่น

อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็จะเชื่อมั่นว่าพวกเขาเติบโตมาในสังคมที่มีรากเหง้ามีวิวัฒนาการ มีวัฒนธรรมที่สั่งสมทางประวัติศาสตร์มายาวนาน เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าไปในโลกของ Internet ก็จะมั่นคงปลอดภัย อย่างสร้างสรรค์ สามารถแยกแยะผิดถูกชั่วดีได้ การค้นคว้าหาความรู้ก็จะไม่ถูกครอบงำแต่จะเป็นไปลักษณะของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมได้อย่างสร้างสรรค์มีพลัง

สรุปความสำคัญของการศึกษาประวัติศาสตร์อารยะธรรม วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น นั้นเป็นส่วนสำคัญยิ่งสำหรับอนาคตของเยาวชนและประเทศชาติ ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลกในยุคปัจจุบัน

ยุคแห่งการสื่อสารข้อมูล หากสังคมมีการเตรียมพร้อมที่ดีสำหรับเยาวชน ความเชื่อมั่นความเป็นตัวตนของตัวเองที่เติบโตมาบนรากฐานของสังคมที่มีวิวัฒนาการแห่งอารยธรรม ก็จะทำให้เยาวชนสามารถที่จะแยกแยะผิดชอบชั่วดีจากการรับเอาข้อมูลข่าวสารทั่วโลกที่แพร่หลายอยู่ในโลกของอินเตอร์เนต มาประยุกต์ประสานใช้กับสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยได้อย่างสร้างสรรค์มีพลัง

ซึ่งที่ผ่านมามีบทเรียนมากมายกับการกอบปี้หลักวิชาการจากตะวันตกมาใช้กับสังคมไทยแบบไม่มีการประยุกต์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมวัฒนธรรมไทย ทำให้เกิดความล้มเหลวเสียเวลา สร้างความเสียหายให้กับการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์อารยธรรมที่แท้จริงในสังคมไทย ขาดความเชื่อมั่นในตนเองและภูมิปัญญาไทย ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงเวลาแล้วที่การศึกษาควรจะเริ่มต้นให้ความสำคัญกับการศึกษาประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของสังคมวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง....

หนังเงากระจก
ศาสตร์และศิลปะแห่งการเรียนรู้นอกตำราของเด็กๆ

ผู้เขียนขอนำเสนออีกรูปแบบหนึ่งการเรียนรู้ในอดีตผู้เขียนได้เดินทางไปพบกับคุณสุชาติ กุลกิตติยานนท์ ซึ่งในสมัยเด็กๆท่านเคยเป็นหนึ่งในราชาการฉายหนังเงากระจกที่อำเภอจอมพระ อันลือลั่นในหมู่เด็กๆ เมื่อราวครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

คุณสุชาติ เล่าว่า “สมัยเด็กๆท่านได้รับแรงบันดาลใจจากการดูหนังกลางแปลงแม้ว่าขณะนั้นจะมีโรงภาพยนตร์แล้วก็ตาม เนื่องจากค่าชมแพงมาก ราคาบัตรชมภาพยนตร์ผู้ใหญ่ ๕ บาท เด็ก ๓ บาท ส่วนใหญ่แล้วเด็กๆไม่ค่อยจะได้ชมภาพยนตร์โรงใหญ่ จะได้ชมแต่เพียงหนังกลางแปลง (สมัยนั้นหนังกลางแปลงจะนิยมเรียกว่าหนังขายยาซึ่งจะเป็นของบริษัทต่างๆจัดหน่วยฉายภาพยนตร์ออกโฆษณาสินค้า

เช่นโอสถสภาเต็กเฮงหยู, เยาวราช, ถ่านไฟฉายตราแพะ, โอวัลตินฯลฯ ที่เป็นที่นิยมที่สุดคือหน่วยฉายของ โอวัลติน เพราะจะฉายด้วยจอซีนีมาสโคป หนังฝรั่งหนังใหญ่ โฆษณาน้อย แล้วยังมีโอวัลตินแจกฟรีให้กับเด็กๆอีกด้วย ) ผมจึงได้เข้าหุ้นกับเพื่อนรุ่นน้องคิดทำโรงหนังเงากระจก ขณะนั้นมีอายุประมาณ ๗-๘ขวบ เรียนชั้น ป.๑ ป.๒

คุณสุชาติเล่าว่า “หลังจากเลิกเรียนกลับบ้าน ทำการบ้านเสร็จก็จะเตรียมทำหนังเงากระจก โดยมีขั้นตอนเตรียมการดังนี้

๑, นำกระจกใสแผ่นเล็กๆ ประมาณ ๕*๕ นิ้ว มาทาบบนหนังสือการ์ตูนเรื่องต่างๆ (ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่อง “เจ้าชายผมทอง” ของจุกเบี้ยวสกุล หรือไม่ก็ “ สิงห์ดำ” ของราชเลอสวงซึ่งเป็นนิยายการ์ตูนยอดฮิตในยุคนั้น)จากนั้นก็จะใช้สีน้ำข้นๆวาดภาพลอกตามแบบจากหนังสือการ์ตูน ลงบนแผ่นกระจก ประมาณ๑๐-๒๐ แผ่น เพื่อฉายในแต่ละวัน

๒,เตรียมถ่านไฟฉายประมาณ ๖ก้อนห่อด้วยกระดาษแข็ง รัดด้วยยางยืดเป็นแท่ง มีสายไฟเพื่อต่อเข้าขั้ว บวก-ลบและหลอดไฟฉาย

๓,เตรียมกล่องกระดาษสำหรับให้แสงลอดผ่านภาพบนเงากระจก ด้วยการเจาะด้านข้างกล่องเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ถ้าวันไหนฉายระบบ “ซีนีมาสโคป” ก็จะเจาะเป็น สี่เหลี่ยมผืนผ้า

๔, จัดเตรียมโรงฉายที่อยู่ข้างบ้าน ใช้ผ้าขึงเป็นบริเวณประมาณ _๑.๕*๓ เมตร และขึงจอผ้าขนาดประมาณ ๖๐ เซนติเมตร

เมื่อจัดเตรียมเสร็จก็นำเอารถเข็นออกโฆษณาหนัง คุณสุชาติจะเป็นคนเข็ญรถและป่าวประกาศส่วนเพื่อนก็จะตีปี๊บ แห่ไปละแวกบ้านไกลออกไปประมาณ ๒๐-๕๐ เมตรเมื่อโฆษณาเสร็จก็กลับมาจัดเตรียมฉายอยู่ที่โรงหนังข้างบ้าน

พอตะวันเริ่มโพล้เพล้จะเริ่มมีผู้ชมเริ่มทยอยกันมาจองซื้อบัตรเข้าชม ค่าชมก็จะเก็บอิงราคาตามโรงภาพยนตร์โรงใหญ่ เช่นโรงใหญ่ขายตั๋วผู้ใหญ่ ๕ บาท เด็ก ๓ บาท โรงเล็กของคุณสุชาติก็จะขายตั๋ว ผู้ใหญ่ (อายุรุ่นเดียวกัน) ยางยืด ๕ เส้น ตั๋วเด็ก (รุ่นน้อง) ยางยืด ๓ เส้นหากวันไหนโรงใหญ่ ขายตั๋ว บาทเดียวรวด โรงเล็กก็จะขายตั๋ว เป็นยางยืด ๑เส้นรวดเช่นกัน นอกจากนั้นแล้วบัตรเข้าชมหนังยังต้องมีลายเซ็นของคุณสุชาติกำกับด้วยเพื่อป้องกันตั๋วปลอม

เมื่อถึงเวลาฉายประมาณ๑๙.๐๐ นาฬิกา ผู้ชมซึ่งจะมีประมาณ ๕-๖คน ก็เข้าไปนั่งในโรงภาพยนตร์ เริ่มฉายด้วยหนังข่าวสารคดีเช่นมีภาพสัตว์ต่างแล้วก็บรรยายไป จากนั้นจากนั้นก็จะฉายหนังเรื่อง จุดเด่นของความสนุกสนานสำหรับผู้ชมก็คือการพากย์ เลียนแบบเสียง ลีลา มุกต่างๆ จากนักพากย์หนังใหญ่

นอกจากนั้นก็จะมีการพากย์เสียงผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก คนชราฯลฯ ก่อนการฉายพากย์ในแต่ละวันก็จะต้องอ่านเนื้อเรื่องให้เข้าใจเสียก่อน เวลาพากย์ก็จะพากย์สดๆเลยไม่ต้องอ่านตามหนังสือ

บางวันก็จะมีหนังผีสยองขวัญแถมพิเศษสำหรับลูกค้าอีกด้วยภาพที่ฉายเช่น มีภาพ มีคนผูกคอตายใต้ต้นไม้ใหญ่ ข้างๆก็จะมีหมาหอน เวลา พากย์ก็จะมีเสียงสั่น เสียงหมาหอนด้วย สร้างบรรยากาศน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก ผู้ชมบางคนถึงกับไม่กล้ากลับบ้านเดือดร้อนเจ้าของโรงต้องพาไปส่งถึงประตูบ้าน

คุณสุชาติเล่าว่า “มีอยู่ครั้งหนึ่งไปฉายอยู่ที่ใต้ถุนเรือนบ้านเพื่อนขณะที่คุณสุชาติพากย์เสียงสุนัขหอนอยู่นั้นแม่ของเพื่อนถึงกับกลัวและบอกให้เลิกฉายทันที

การฉายในแต่ละวันก็ใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาที

การเล่นฉายหนังของเด็กๆในสมัยนั้นหากจะมองอย่างผิวเผินก็จะดูเหมือนว่า ไร้แก่นสารสาระแต่หากวิเคราะห์เจาะลึกลงไปก็พบว่าเป็นการฝึกทักษะและการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในแง่มุม ของคณิตศาสตร์การลำดับขั้นตอนก่อนหลังการจัดเตรียมกระบวนงานการผลิต ใช้จินตนาการ การตลาดกลยุทธ์ทางการตลาด ฯลฯที่แฝงด้วยวิธีคิดวิธีการทำงานอย่างสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าทำ อย่างน่าทึ่งมหัศจรรย์ แน่นอนที่สุดกว่าที่จะกลายมาเป็นโรงภาพยนตร์เงากระจกได้ ล้วนต้องผ่านการสั่งสมประสบการณ์และมีพัฒนาการในตัวของมันเอง

คุณสุชาติบอกว่า “ผมเริ่มจากการที่ดูหนังกลางแปลง และเกิดความประทับใจและทึ่งในความบันเทิงของหนังขายยามาก ปกติผมเป็นเด็กที่ชอบการวาดรูปอยู่แล้วการเล่นเงาจากแสงเด็กๆสมัยนั้นก็เล่นกันทุกคน เช่นทำมือประสานกันผ่านแสงดวงอาทิตย์ตะเกียง เป็นเงาภาพหัวกระต่าย, นก หรือการเอาธูปมาอมไว้ในปากแล้วยิงฟันในที่มืดเอาผ้าคลุมหัวเป็นผีหลอกเด็กรุ่นน้องฯลฯ กระเล่นลักษณะดังกล่าวก็จะมีอยู่ทั่วไป รวมทั้งการเขียนภาพในกระจกด้วย และพัฒนาต่อมาทำให้เป็นหนังเงากระจกดังกล่าวนอกจากความสนุกสนานบันเทิงตามประสาเด็กๆแล้วประสบการณ์นี้ยังมีส่วนสำคัญต่อความเชื่อมั่นและการเป็นตัวของตัวเองในวิธีคิดวิธีการทำงาน สำหรับตัวผมมาตลอดทั้งระหว่างการเรียนการศึกษาและชีวิตการทำงานในปัจจุบัน.

****กัมพูชาได้ยืนฟ้องศาลโลกตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2502 ขอให้ศาลโลกตัดสินพิพากษาให้อธิปไตยเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาพ.ศ. 2505 ศาลโลก ตัดสินด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 เสียง ซึ่ง 3 เสียงที่สนับสนุนไทยนั้นมีประเทศอาร์เจนติน่า ออสเตรเลีย จีน ส่วน 9 เสียงที่สนับสนุนกัมพูชา ได้แก่ประเทศ รัสเซีย โปแลนด์ เปรู อียิปต์ อิตาลี ปานามาญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และอังกฤษ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

****ผลวิจัยของนายริชาร์ด จอนลีนักวิจัยจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ [ UNDB ] ที่เผยแพร่ผลวิจัยในเดือน กรกฎาคม 2542 พบว่า ทรัพย์สินของนาย บิลเกตต์ นายวอร์เรน บัดเฟ่ต์ นายพอล อัลเลน แห่ง บริษัท ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ไมโครซอฟต์ เมื่อนำทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทั้ง 3 คนมารวมกันมีมหาศาลถึง 156,000 ล้านดอลลาร์ สรอ.( หรือ 5,772,000,000,000.00 ล้านบาท ) มากกว่ารายได้ประชาชน 600 ล้านคน (รายได้ประชาชาติ GDP) ที่อาศัยอยู่ในประเทศยากจนที่สุดทางตอนใต้ทะเลทรายซาฮารา ในทวีปแอฟริกา.


*************************************************
หมายเหตุ : บทความชุดวิถีชีวิตชุมชนชาวจีนเมืองซู้ลิ่ง (สุรินทร์) มีทั้งหมด ๙ ตอน เขียนขึ้นระหว่างปี ๒๕๔๖-๒๕๔๗ เสียงคนอีสานจะทยอยนำเสนอเป็นตอนๆไปตามความเหมาะสม

ที่มา : ปรีชา วรเศรษฐสิน (114.128.126.50) [2010-02-19 14:21:38]

[ ปิดหน้าต่างนี้ ]
 
ศูนย์ข้อมูล กป.อพช. อีสาน 53/1 ซ.สระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000