ความไม่เหมาะสมของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง "โครงการที่ก่อผลกระทบต่อชุมชนรุนแรง"

ความไม่เหมาะสม ของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง "โครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ" ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 ลงนามโดย นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม) เรื่องโดย สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

*************************************************

อ้างถึงประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง โครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552 ลงนามโดย นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม) โดยดำเนินการตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติว่า ...การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว...

ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้จัดทำบัญชีรายชื่อประเภทกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรงตามหลักการในมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อประโยชน์ในการบริหารงาน และป้องกันผลกระทบต่อประชาชน รวมทั้งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสงค์จะประกอบการอุตสาหกรรม และให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่ประชุมไปเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 ที่มอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการจัดทำบัญชีรายชื่อประเภทกิจการที่รุนแรงตามมาตรา 67 ดังกล่าว

ข้อสังเกตประเด็นปัญหาประกาศกระทรวง

เรื่องประเภทกิจการที่รุนแรงตามมาตรา 67 นับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรอบคอบ รัดกุม และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เนื่องด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ผ่านมาส่งผลให้ประชาชนและชุมชนมากมายได้รับผลกระทบจากการประกอบการอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ วิถีชีวิตชุมชน รวมถึงสุขภาพของประชาชน จนได้มีการคุ้มครองประชาชนและชุมชน ดังที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 67 แต่คณะรัฐมนตรีกลับมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการจัดทำบัญชีประเภท หรือขนาดของกิจการที่ประกอบการอุตสาหกรรมที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง โดยใช้เวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือนก็แล้วเสร็จ (ตั้งแต่มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2552 และออกประกาศเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2552) ทั้งๆ ที่มีภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมากมายซึ่งน่าจะมีโอกาสได้สะท้อนข้อมูล และข้อคิดเห็นต่างๆ ทั้งจากผลกระทบเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ให้เห็น ตลอดจนแง่มุมทางวิชาการอีกหลายๆ ด้าน ที่จะต้องนำมาสู่การคิดคำนึงอย่างรอบคอบ จึงนับเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และทำให้กรอบคิดในการกำหนดประเภทกิจการจำกัดในวงแคบๆ เป็นเรื่องเฉพาะทางเทคนิคอุตสาหกรรมในมิติ “การประกอบการกับการกำจัดของเสีย” ทั้งๆ ที่ผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และสุขภาพ มีความหมายและให้คุณค่ามากกว่านั้น (ตามคำนิยามสุขภาวะ 4 มิติ กาย จิต สังคม และปัญญา) ดังนั้น การให้ระดับความสำคัญของเรื่องนี้เป็นเพียง ประกาศกระทรวงฯ และดำเนินการอย่างเร่งรัดโดยกระทรวงอุตสาหกรรม จึงดูจะเป็นการให้อำนาจแก่กระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถึงแม้ว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงอาจทำได้ง่าย (ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีดังเช่นกฎกระทรวง) แต่ก็ต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่มองว่า เรื่องนี้ใหญ่กว่าที่จะมอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการเพียงลำพัง

ประเภทกิจการรุนแรงที่ควรจะประกาศ

เมื่อพิจารณาจากประเภทกิจการรุนแรงตามบัญชีที่ประกาศ พบว่ามีหลายกิจการที่น่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน แต่ก็มิได้กำหนดเอาไว้ ดังนี้

1. การทำเหมืองใต้ดิน


ประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่กำหนดเป็นกิจการรุนแรง ได้จำกัดเอาไว้เพียงการทำเหมืองใต้ดินเฉพาะวิธีออกแบบให้โครงสร้างยุบตัวภายหลังการทำเหมือง โดยไม่มีค้ำยันและไม่มีการใส่วัสดุทดแทนเพื่อป้องกันการยุบตัว

ข้อพิจารณา การทำเหมืองด้วยวิธีการแบบนี้มีโอกาสดำเนินการได้น้อย และแทบเป็นไปไม่ได้ในเมืองไทย เพราะการขุดเจาะอุโมงค์เหมืองโดยไม่มีค้ำยัน ปล่อยให้ยุบตัวไปเองหลังปิดเหมือง เป็นการทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ทั้งนี้การดำเนินกิจการเหมืองแร่ในประเทศไทย ล้วนคาบเกี่ยวกับพื้นที่ซึ่งมีเจ้าของ หรือมีชุมชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เป็นพื้นที่แหล่งน้ำ รวมถึงเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญของชุมชน เช่น กรณีโครงการเหมืองแร่โปแตซ จังหวัดอุดรธานี (และอีก 6 พื้นที่ ทั่วภาคอีสาน ซึ่งกำลังจะขอประทานบัตรเหมืองโปแตซ และน่าจะใช้เทคนิคการทำเหมืองใต้ดินที่ออกแบบเหมืองให้มีค้ำยัน) จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำเหมืองในรูปแบบให้อุโมงค์ยุบตัวไปโดยไม่มีค้ำยัน เพราะเป็นเรื่องยากที่ชุมชนจะยอมรับได้ รวมทั้งสภาพพื้นผิวและภูมิประเทศที่จะเปลี่ยนแปลงไปถาวรจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ที่ดิน เกิดความเสียหายต่อสิ่งก่อสร้าง ผลกระทบต่อระบบนิเวศ รวมถึงผลกระทบต่ออุทกวิทยา ทั้งการจัดการน้ำและการระบายน้ำ (โดยเฉพาะในพื้นที่ซึ่งมีน้ำท่วมหลากเป็นปกติวิสัยของสภาพธรรมชาติของระบบนิเวศอีสาน) ขณะที่ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2545 ก็ได้กำหนดให้การดำเนินการเหมืองใต้ดินที่ระดับความลึก 100 เมตรลงไป ไม่ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งหมายความว่า ประชาชนมีสิทธิ์ในที่ดินเพียง 100 เมตร ถ้าลึกลงไปกว่านั้นเป็นของรัฐ ขณะที่ชั้นแร่โปแตซส่วนใหญ่อยู่ในระดับความลึกมากกว่า 100 เมตรทั้งนั้น เช่น ที่จังหวัดอุดรธานีประมาณ 300 เมตร

ดังนั้น การทำเหมืองใต้ดินส่วนใหญ่จึงสามารถดำเนินการในพื้นที่ชุมชนได้โดยไม่ต้องกว้านซื้อที่ดิน แต่การกำหนดประเภทกิจการที่รุนแรง กระทรวงอุตสาหกรรมกลับไปกำหนดรูปแบบการทำเหมืองใต้ดินที่ไม่มีทางทำได้เลยในเมืองไทย เพราะแค่เพียงเสนอว่าจะใช้วิธีการทำเหมืองแบบปล่อยให้โครงสร้างยุบตัวไปเอง ก็คงไม่มีประชาชน หรือชุมชนใดยินยอมให้ดำเนินการ นอกจากพื้นที่ซึ่งไม่มีชุมชนอาศัย เช่น ป่าอนุรักษ์ หรือในทะเล ซึ่งยิ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติเพราะเรามีพื้นที่อนุรักษ์เหลืออยู่น้อยเต็มที การกำหนดประเภทกิจการเหมืองใต้ดินที่รุนแรงเช่นนี้ เป็นความล้าสมัย ไม่เข้าใจประเด็นปัญหา และจงใจให้การทำเหมืองใต้ดินในรูปแบบอื่น เช่น การทำเหมืองอุโมงค์สลับค้ำยัน (Room and Pillar) ซึ่งน่าจะเป็นรูปแบบเหมืองใต้ดินส่วนใหญ่ของประเทศไทย กลับกลายเป็นโครงการที่ไม่รุนแรง ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เหมืองใต้ดินแบบปล่อยให้อุโมงค์ยุบตัวโดยไม่มีค้ำยันภายหลังปิดเหมือง ไม่ควรอนุญาตให้ดำเนินการในเมืองไทย ส่วนกรณีเหมืองใต้ดินทุกรูปแบบต้องกำหนดเป็นกิจการรุนแรง เพราะบริบทของไทย หรือต่างประเทศ เช่น แคนาดา เยอรมัน หรืออังกฤษ แตกต่างกันมาก ทั้งในแง่ของความหนาแน่นของประชากร ขนาดของพื้นที่ เงื่อนไขในการกำกับดูแล ความพร้อมของส่วนราชการหรือความพร้อมของสังคม และความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ เหมืองใต้ดินไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม ย่อมมีการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบมากมาย ทั้งการใช้น้ำซึ่งอาจจะมีปัญหาการแย่งชิงน้ำกับชุมชน และการใช้พลังงานมหาศาล ที่ต้องผลักดันให้มีการสร้างโรงไฟฟ้า หรือการจัดหาพลังงานมาให้ไม่สิ้นสุด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสริมแรงที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่สังคมต้องรับภาระโดยรวม รวมถึงการปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ดิน และน้ำ ตลอดจนเกิดกากของเสียอันตราย กากตะกอนแร่ หางแร่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาวะสุ่มเสี่ยง และเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผลกระทบทางสุขภาพตามมา ของเสียเหล่านี้จะมีปริมาณมากมายมหาศาล ขึ้นอยู่กับชนิดแร่ และกำลังการผลิต เช่น กรณีโครงการเหมืองแร่โปแตซจังหวัดอุดรธานี ผลิตแร่โปแตซ 2 ล้านตัน/ปี จะมีหางแร่ถึง 5 ล้านตัน/ปี แม้ว่าจะมีแผน หรือมาตรการในการถมกลับหางแร่ (Back fill) แต่ก็อาจต้องกองกากแร่เอาไว้ก่อนอย่างน้อย 5 ปี เพื่อทยอยถมกลับหลังจากมีช่องว่างในอุโมงค์เหมืองมากพอที่จะขนหางแร่กลับลงไปถมได้ ดังนั้น กองหางแร่ขนาดมหึมาหลายสิบล้านตันก็ยังกองอยู่บนดินอยู่เช่นเคย เป็นภาวะเสี่ยงที่ชุมชนและสังคมจะต้องห่วงกังวลในประเด็นดังกล่าว อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันใดที่จะทำให้การถมกลับมีความเป็นไปได้ในสภาวการณ์ปัจจุบัน หรืออนาคตอันใกล้ เนื่องจากมีต้นทุนดำเนินการที่สูง กรณีเหมืองแร่โปแตซในหลายประเทศ เช่น เยอรมัน หรือแคนาดา ก็ยังไม่มีการถมกลับกองหางแร่เช่นกัน ทั้งๆ ที่ดำเนินการมา 30-40 ปีแล้วก็ตาม ยังไม่รวมถึงการดำเนินการในส่วนของการขนส่งวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนที่อาจจะเปลี่ยนไปจากชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ในวิถีดั้งเดิม มีแบบแผนการผลิตและการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายสอดคล้องกับธรรมชาติแวดล้อม ผันไปสู่สังคมอุตสาหกรรมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันและสับสนวุ่นวาย ซึ่งล้วนทำให้ต้นทุนในการดำเนินชีวิตแพงขึ้น ขณะที่คุณภาพชีวิตต่ำลง โดยสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยกำหนดสุขภาวะที่สำคัญของประชาชนทั้งสิ้น จึงเป็นเหตุเป็นผลอย่างยิ่งที่จะกำหนดกิจการ เหมืองแร่ใต้ดินเป็นกิจการรุนแรง แต่ในบัญชีตามประกาศกระทรวงฉบับนี้ กลับไม่ได้กำหนดไว้

2. การทำเหมืองเปิด


ไม่ได้มีการกำหนดไว้ในประเภทกิจการรุนแรงตามประกาศกระทรวง
ข้อพิจารณา การทำเหมืองแร่แบบเปิด รวมถึงเหมืองหิน (ที่ต้องมีการระเบิดหิน) ล้วนเป็นกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรุนแรง ที่ผ่านมามีชุมชนได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมระเบิดหิน การบดและย่อยหินมากมาย รวมทั้งเหมืองเหล่านี้ยังสร้างภาระให้กับสังคมที่ต้องจ่ายจากความเสียหายของทรัพย์สินและพื้นที่สาธารณะ ทั้งจากการขนส่งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ เช่น ถนนพัง บ้านพัง แหล่งน้ำถูกทำลาย พื้นที่ป่าที่หายไป รวมถึงสภาพภูมิทัศน์ที่งดงามกลายเป็นทัศนะอุจาด ภูเขาที่หายไปทั้งลูก ล้วนเป็นความรุนแรงต่อชุมชนทั้งทางกายภาพ และจิตใจ

นอกจากนี้ การทำเหมืองเปิดและกระบวนการแต่งแร่ยังก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย เช่น ฝุ่นละอองจากการบดย่อยหิน กากตะกอน น้ำโคลนจากการแต่งแร่ที่ปนเปื้อนสารเคมี โลหะหนักมากมายที่ใช้ในการแต่งแร่ แยกแร่ ตัวอย่างเช่น กรณี เหมืองทองคำ ซึ่งต้องขุดภูเขาทั้งลูก นำมาบด-ย่อย ผสมสารเคมีเพื่อละลายแร่ออกมากจากหินและดิน นอกจากสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการผลิตแล้ว ยังมีโลหะหนักและมวลสารอื่นๆ ที่ปะปนอยู่ในชั้นหินและสายแร่ตามธรรมชาติ ซึ่งจะถูกชะล้างละลายออกมาอยู่ในน้ำโคลนหรือหางแร่ด้วย และสารเหล่านี้อาจมีการรั่วไหลไปสู่แหล่งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และสะสมในพื้นที่ของชาวบ้านอีกด้วย ซึ่งล้วนเป็นผลกระทบที่สำคัญและรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น กรณีการทำเหมืองแร่ทองคำ เป็นต้น

โดยประเภทกิจการที่มีความรุนแรงตามประกาศกระทรวง มีเพียงเหมืองแร่ตะกั่ว และสังกะสีเท่านั้น ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงกิจการอื่นที่รุนแรงเช่นกัน โดยเฉพาะเหมืองแร่ทองคำ ที่มีการใช้สารเคมีอันตรายในการแต่งแร่ เช่น สารไซยาไนด์ รวมถึงในชั้นหินที่เป็นสายแร่ทองคำก็อาจพบโลหะหนักได้หลายชนิด โดยเฉพาะโลหะหนักอันตราย เช่น สารหนู เช่นเดียวกับที่พบในสายแร่สังกะสี ถึงแม้ว่าทองคำจะเป็นแร่ที่สำคัญและมีราคาแพง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำเหมืองทองคำจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่รุนแรงน้อยกว่าการทำเหมืองแร่ชนิดอื่น ดังนั้น เหมืองเปิด เหมืองหิน (ที่ใช้การระเบิด) กระบวนการแปรสภาพ บดย่อยหิน รวมทั้งเหมืองทองคำและกระบวนการแต่งแร่ทองคำ ควรจะเป็นกิจการที่มีความรุนแรง ตามมาตรา 67 เช่นกัน

3. โรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล


ในลำดับที่ 7 ในประเภทโครงการหรือกิจการรุนแรงตามบัญชีประกาศฯ กำหนดให้โรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 100 เมกกะวัตต์ขึ้นไป ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (ยกเว้นก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติสังเคราะห์) เป็นกิจการรุนแรงตามมาตรา 67 ซึ่งมีประเด็นความไม่เหมาะสมดังนี้

ข้อพิจารณา

1) ประเภทโครงการหรือกิจการ
การกำหนดให้โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (ยกเว้นยกเว้นก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติสังเคราะห์) เป็นกิจการรุนแรง เป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถบ่งชี้ถึงเหตุผลที่ดีพอว่า “ทำไมโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ จึงเป็นกิจการที่ไม่รุนแรง” นอกจากความสะอาดของวัตถุดิบที่ก๊าซธรรมชาติดูจะเกิดมลพิษน้อยกว่าน้ำมันเตา ถ่านหิน ถ่านพีท หรือน้ำมันดีเซล แต่สำหรับเหตุผลอื่นๆ เช่น การเกิด CO2 จากการเผาไหม้ แทบจะไม่แตกต่างกันเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาเชื่อมโยงกับประเด็นโลกร้อน (Global Warming) ซึ่ง CO2 ถือเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ การที่จะสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติขนาด 100 หรือ 1,000 หรือแม้แต่ 5,000 เมกกะวัตต์ ก็จะมีผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นแตกต่างกันไปตามขนาดของโครงการได้เช่นกัน ดังนั้น การแสดงเหตุผล หรือเงื่อนประกอบบัญชีประกาศจึงยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน และยังคับแคบ ไม่ครอบคลุมถึงประเด็นสาธารณะที่คนทั้งโลกห่วงกังวล ทั่วโลกกำลังพยายามที่จะช่วยกันลดภาวะโลกร้อน ด้วยอุตสาหกรรมที่สะอาด ลดการใช้พลังงาน และลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลทุกประเภท (ไม่เว้นแม้แต่ก๊าซธรรมชาติ) หากโครงการนั้นดีจริง ต้องมีมากกว่าความสะอาดของเชื้อเพลิงที่ใช้ โดยเฉพาะความโปร่งใส รวมถึงต้องกล้าที่จะพิสูจน์ให้ชุมชนและสังคมเห็นถึงความสะอาด ปลอดภัย ได้ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม และการเข้าสู่ระบบการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งอันที่จริงแล้วก๊าซธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นเชื้อเพลิงที่มีความยั่งยืนอะไรนัก เพราะเป็นทรัพยากรประเภทที่ใช้แล้วหมดไป และกระบวนการแยกก๊าซก็ยังก่อให้เกิดมลพิษและผลกระทบทางสุขภาพอย่างมากมาย กรณี อุตสาหกรรมปิโตรเคมีในภาคตะวันออก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน “ที่มาของความสะอาดจึงมีเบื้องหลังที่สกปรก” ยังไม่รวมถึงประเด็นการละเมิดสิทธิชุมชนจากการนำก๊าซขึ้นมาใช้ เช่น กรณีของการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ เป็นต้น การส่งเสริมให้เกิดการใช้ก๊าซธรรมชาติมากๆ ด้วยความพยายามลดข้อจำกัดในการดำเนินการ ในการตรวจสอบ และในการขออนุญาต จึงเท่ากับเป็นการ “สร้างมลพิษและสร้างทุกขภาวะต้นทางอย่างมากมายมหาศาล” เช่นกัน

นอกจากนี้ เชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิล แต่ก็สกปรกและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมากมายได้เช่นกัน แม้ว่าจะมีกำลังการผลิตที่น้อย เช่น กรณีโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีเหตุผลที่ดีในการสนับสนุนโดยเฉพาะการใช้พลังงานหมุนเวียนที่สามารถสร้างขึ้นทดแทนได้ เช่น แกลบ เศษชิ้นไม้สับ แต่ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมีมากมาย เช่น มลพิษทางอากาศ (เขม่า ควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก) การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเศษขี้เถ้าจากการเผาไหม้ รวมถึงการแย่งชิงเอาเศษอินทรียวัตถุที่มีศักยภาพในการผลิตปุ๋ยและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของผืนดิน เช่น แกลบ ฟางข้าว เศษพืช นำไปเผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ขณะนี้วัสดุท้องถิ่นได้หายไปจากพื้นที่ชนบทและชุมชนต่างๆ เพื่อนำไปเผาในโรงไฟฟ้าจนแทบจะหมดสิ้น ส่งผลให้กิจการหลายชนิดอันเป็นระบบเศรษฐกิจสำคัญของชุมชนท้องถิ่นได้รับผลกระทบ เช่น โรงงานทำอิฐ หรือเครื่องปั้นดินเผาที่ต้องใช้แกลบเป็นวัตถุดิบในการผลิต โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การต้มเกลือแบบอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ไม่เว้นแม้แต่กิจการเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องใช้แกลบเป็นวัสดุรองพื้นคอกเพื่อเลี้ยงสัตว์ การทำโรงงานขนมจีนในชุมชน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ได้รับผลกระทบอย่างมากมายจากการที่โรงไฟฟ้าแย่งวัสดุไปใช้เป็นเชื้อเพลิง กระบวนการในการขนส่งวัตถุดิบเหล่านี้จากพื้นที่ต่างๆ ไปสู่โรงงานยังสิ้นเปลืองพลังงาน เกิดปัญหาการจราจร อุบัติเหตุ และอื่นๆ อีกมากมาย

โรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานชีวมวลยังทำให้พื้นที่ป่าหัวไร่ปลายนา หรือป่าสาธารณะลดลง ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะวัสดุที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้ายังรวมถึงเศษไม้ และชิ้นไม้สับด้วย ชาวบ้านหลายพื้นที่ได้บุกรุกแผ้วถางต้นไม้ธรรมชาติที่เป็นไม้พื้นเมืองดั้งเดิมทั้งในที่ดินของตนเอง และที่สาธารณะ รวมถึงการลักลอบตัดไม้ในที่ดินคนอื่น เพื่อส่งโรงงานไฟฟ้าประเภทนี้ และขณะนี้ยังไม่มีนโยบาย หรือมาตรการอื่นใดในการควบคุมเหตุการณ์ดังกล่าว หลายๆ พื้นที่ พบว่าโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลมีการทำสัญญาว่าจะรับซื้อต้นไม้เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงงาน โดยการส่งเสริมให้ปลูกไม้โตเร็ว และมีการขายกล้าไม้อย่างมากมาย โดยมีเงื่อนไขให้ปลูกในระบบไม้เชิงเดี่ยวระยะชิด เพื่อให้ได้จำนวนต้นต่อพื้นที่มากๆ (เช่น ไร่ละ 800 ต้น) ทำให้เกษตรกร หรือนายทุนที่ดินรายใหญ่ที่มีต้นไม้ธรรมชาติอยู่ในที่ดินหรืออยู่ตามหัวไร่ปลายนา ได้พากันแผ้วถางตัดโค่นไม้พื้นเมืองเหล่านี้ เพื่อปลูกไม้โตเร็ว นับเป็นภาวะคุกคามระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และฐานทรัพยากรท้องถิ่นอย่างมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยกำหนดสุขภาวะสำคัญของชุมชนท้องถิ่น

ดังนั้น โรงงานผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงนอกเหนือจากเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ก็ถือได้ว่าเป็นกิจการที่รุนแรงตามมาตรา 67 ด้วยเช่นกัน

2) ขนาดของโครงการ
การกำหนดขนาดโครงการเอาไว้ที่ 100 เมกกะวัตต์ มักจะทำให้เกิดช่องว่างในการหลีกเลี่ยง เช่น ออกแบบโรงไฟฟ้าเพื่อขออนุญาตไว้ที่ 99 เมกกะวัตต์ ก็จะกลายเป็นกิจการที่ไม่รุนแรง ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วแทบไม่แตกต่างกันเลยระหว่าง 99 และ 100 จึงควรที่จะมีการกำหนดขนาดโครงการพร้อมเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบ เช่น สถานที่ตั้ง ระยะห่างจากชุมชน หรือเมือง ตลอดจนพื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่คุ้มครองพิเศษ สถานที่สำคัญๆ แหล่งวัตถุดิบ รวมถึงจำนวนเงินลงทุน เป็นต้น กรณีที่การผลิตไพฟ้าโดยใช้พลังงานชีวมวลซึ่งมีขนาดเล็ก (ไม่เกิน 50 เมกกะวัตต์) แต่ก็มีผลกระทบสูงเมื่ออยู่ใกล้กับชุมชน ดังนั้น การกำหนดขนาดของโครงการที่บ่งชี้ถึงความรุนแรง จึงต้องมีเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย รวมถึงการลดขนาดของกำลังการผลิตจาก 100 เป็น 50 เมกกะวัตต์ขึ้นไป ให้สอดคล้องกับประเภทโครงการที่ต้องทำ EIA ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่เหมาะสม

สรุปและข้อเสนอแนะ

ประกาศกระทรวงฯ ฉบับนี้ มีความไม่เหมาะสมที่จะประกาศใช้ เพราะเร่งรีบออกประกาศด้วยความไม่รอบคอบ ขาดการมีส่วนร่วม ไม่เข้าใจบริบทของการประกอบการอุตสาหกรรมที่ต้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กับมิติอื่นๆ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม มีแนวคิดที่คับแคบ ให้ความสำคัญกับเรื่องเทคนิค หรือเทคโนโลยีในการประกอบการกับการจัดการของเสียเท่านั้น ไม่ได้ใช้มุมมองหรือมิติอื่นๆ ในการกำหนดประเภทกิจการรุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลักษณะผลกระทบต่อเนื่อง สะสม หรือเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญหาอื่นๆ ที่ซับซ้อน เช่น สิทธิชุมชน การเข้าถึงทรัพยากร ความยั่งยืนของระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงทางเลือกในการพัฒนาเศรษฐกิจ หรืออุตสาหกรรมที่ยั่งยืน ดังเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ และนโยบายของรัฐบาลที่เน้นถึง เศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) ซึ่งอุตสาหกรรมสะอาด เป็นธรรม และโปร่งใส เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการพัฒนาประเทศ จึงมีข้อเสนอดังนี้

1) ให้ยกเลิกประกาศนี้
2) จัดให้มีกระบวนการรับฟังความเห็น และมีคณะทำงานที่เป็นกลาง มีองค์ประกอบของทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ เอกชน องค์กรอิสระ นักวิชาการ และภาคประชาชน เพื่อดำเนินการจัดทำบัญชีประเภทโครงการรุนแรง ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตราที่ 67 อย่างแท้จริง
3) ให้ใช้กลไก หรือเครื่องมืออื่นๆ เพื่อสร้างกระบวนการศึกษา เรียนรู้ถึงกิจการรุนแรงอย่างเป็นแบบแผนทางวิชาการและให้เกิดการสร้างนโยบายสาธารณะที่ดี โดยเฉพาะกระบวนการ SEA (Strategy Environmental Assessment)
4) ให้ดำเนินการควบคู่ไปกับการสร้างกระบวนการหนุนเสริม หรือการพิจารณาเหตุผลที่สอดคล้องและอุดช่องโหว่ของการกำหนดประเภทโครงการ หรือกิจการที่ต้องศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA)
5) ให้มีกรอบเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจน เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเร่งรีบ และไม่ให้เกิดล่าช้าเกินไป เป็นการป้องกันไม่ให้มีการอนุมัติ หรือดำเนินการโครงการที่คาดว่าจะรุนแรง ก่อนบัญชีประเภทโครงการรุนแรงใหม่จะออก โดยต้องสร้างความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา อนุญาต ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย ให้ยึดมั่นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 เป็นสำคัญ


……………………………………………..

หมายเหตุ : ภาพประกอบจากเหตุการณ์ 25 เครือข่ายชาวบ้านชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลคัดค้านประกาศกระทรวง อุตสาหกรรม เรื่อง โครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2553 อ้างอิงจาก สำนักข่าวประชาธรรม www.newspnn.com



ที่มา : สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ (112.142.173.221) [2010-02-24 16:55:49]

[ ปิดหน้าต่างนี้ ]
 
ศูนย์ข้อมูล กป.อพช. อีสาน 53/1 ซ.สระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000