"หากมีการถอดถอนประเภทโครงการผันน้ำ ออกจากประเภทโครงการความรุนแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชนและทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในภาคอีสานนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ" เรื่องโดย ไพรินทร์ เสาะสาย เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีสาน
ตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้บัญญัติว่า
การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว
ประเด็นสำคัญด้านการจัดการทรัพยากรน้ำถูกจัดอยู่ในลำดับที่ ๑๓ เนื้อหาเขื่อนกักเก็บน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ หรือฝายหรือเขื่อนทดน้ำ ปริมาตรเก็บกักน้ำตั้งแต่ ๑๐๐ ล้าน ลบ.ม.ขึ้นไป และมีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ ๑๕ ตร.กม. ขึ้นไปต้องมีการจัดทำ EIA ส่วน ลำดับที่ ๑๔ ว่าด้วย การชลประทานกำหนดให้พื้นที่ตั้งแต่ ๘๐,๐๐๐ ไร่ ขึ้นไป และลำดับที่ ๑๗ ว่าด้วยการผันน้ำในลุ่มน้ำหลัก หรือข้ามลุ่มน้ำหลัก หรือข้ามลุ่มน้ำนานาชาติทุกขนาด เป็นประเภทหรือกิจการโครงการรุนแรง ด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพได้ กิจการเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำทั้ง ๓ ประเภทนั้นจึงถูกบรรจุรวมอยู่ในกิจการและโครงการอีก ๑๙ ประเภท โดยการ ยกร่างของคณะกรรมการกำหนดประเภทโครงการหรือกิจกรรมฯ (๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๑) และความเห็นของคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการวินิจฉัยโครงการ กิจการ หรือกิจกรรม ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงด้านสุขภาพ (อนุกรรมการฯ HIA)
ประเด็นสำคัญของการจัดกระบวนการพิจารณารับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อปรับปรุงรายการ โครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ ตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ คือการที่หน่วยงานรัฐพยายามไม่นำประเด็นเรื่องการ ผันน้ำ เข้าไปอยู่ในประเภทหรือรายการที่อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรงต่อประชาชนได้ เนื่องจากอาจจะกระทบกับโครงการไทยเข้มแข็งด้านการจัดการน้ำและชลประทาน ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณ แผนการลงทุนในสาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตร ภายใต้โครงการลงทุนภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ระยะที่ ๒ (SP๒) (๒๕๕๒-๒๕๕๕) โดยสาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตร มีวงเงินรวม ๒๓๐,๖๔๕ ล้านบาท[1]เฉพาะในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการจัดสรรงบประมาณ ภายใต้แผนงานสาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตร เป็นจำนวนเงิน ๑๙,๒๙๔.๙๖ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๗.๕๔ ของงบประมาณด้านทรัพยากรน้ำและการเกษตรทั้งประเทศจำนวน ๗๐,๐๖๘ ล้านบาท หากเปรียบเทียบแล้วหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดคือ กรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำรองลงมา
ซึ่งหากประเภทโครงการผันน้ำดังกล่าว ได้รับการให้ความเห็นว่า เป็นโครงการที่อาจจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชุมชนแล้ว โครงการต่างๆ ที่ได้ระบุไว้ในโครงการลงทุนภายใต้แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของโครงการไทยเข้มแข็ง เช่น โครงการผันน้ำงึม ห้วยหลวง หนองหาน (ภุมวาปี) ลำปาว ชี , โครงการสร้างฝายปากชม เพื่อสร้างการผันน้ำ เลย-ลำพะเนียง-อุบลรัตน์ เป็นต้น รวมถึงโครงการผันน้ำอื่นๆ อีกจำนวน ๑๕ โครงการทั่วประเทศ ไม่สามารถดำเนินการได้และมูลค่าการลงทุนกว่า ๓๖๓,๑๔๖ ล้านบาท ต้องหยุดชะงักลง ซึ่งอาจจะเป็นข้อถกเถียงสำคัญที่ต้องเลือกและหามาตรการที่เหมาะสมเพื่อการดำเนินโครงการและนโยบายดังกล่าว แต่หากมีการถอดถอนประเภทโครงการผันน้ำ ออกจากประเภทโครงการความรุนแรงที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนใน ๑๙ รายการดังกล่าว และมีการดำเนินโครงการดังกล่าวภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชุมชนและทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในภาคอีสานนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า ๕๐ ปีของการพัฒนาภาคอีสาน ปัญหาและผลกระทบจากนโยบายการจัดการน้ำของรัฐก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในเครือข่ายของประชาชนที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบต่อชุมชนอีสานจึงมีประเด็นพิจารณาที่สำคัญดังนี้
๑.ประเด็นพิจารณาสำคัญที่การผันน้ำต้องเป็นประเภทโครงการที่รุนแรง
๑.๑ การผันน้ำในลุ่มน้ำหลัก ระหว่างลุ่มน้ำและลุ่มน้ำนานาชาติ จะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศลุ่มน้ำอีสาน เช่น การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ การสูญเสียพื้นที่ทำกินของประชาชนริมน้ำ การแพร่กระจายของดินเค็มในภาคอีสาน การแพร่กระจายของวัชพืช เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland) อันได้แก่ ป่าบุ่งป่าทาม ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งอาหารและเพาะฟักสัตว์น้ำสำคัญของระบบนิเวศลุ่มน้ำ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเขื่อนราศีไศล หนึ่งในโครงการโขงชีมูล ซึ่งเป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการผันน้ำจากแม่น้ำโขง ได้ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามในลุ่มน้ำมูนสูญหายไปประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ หากนับรวมทั้ง ๑๔ เขื่อนที่สร้างขึ้นในลุ่มน้ำชี มูน และลุ่มน้ำสาขาแล้ว ได้ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำหายไปนับล้านไร่ , โครงการขุดลอกลำพะเนียง จ.หนองบัวลำภู ซึ่งเป็นโครงการ น้ำแก้จน ของรัฐ ได้ทำให้ชุมชนสูญเสียที่ดินทำกินมากกว่า ๒๐๐ ราย และการสูญเสียระบบนิเวศริมตลิ่ง การทำลายระบบจัดการน้ำดั้งเดิมของชาวบ้านกว่า ๔๐ แห่ง ทำลายวังปลาของชุมชนไป ๘๐ แห่ง เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ หากมีโครงการผันน้ำเกิดขึ้น จะทำให้ระบบนิเวศของลำน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งการเปลี่ยนสภาพและหน้าที่ของระบบนิเวศแหล่งน้ำ จากที่เคยเป็นพื้นที่เพื่อการสร้างความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของมนุษย์และสัตว์ กลับกลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำเพื่อการผลิตของเกษตรกร ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดปัญหาเรื่องการจัดการทรัพยากรในหลายๆ มิติ โดยเฉพาะความมั่นคงทางอาหารซึ่งได้จากผลผลิตตามธรรมชาติจะลดน้อยลง นำมาซึ่งการพึ่งพาตนเอง การสูญเสียรายได้ ความยากจน และสุขภาพของประชาชนในที่สุด
๑.๒ การผันน้ำจะนำไปสู่ การปรับเปลี่ยนแบบแผนการผลิตของเกษตรกรชาวอีสานและความไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน จากเดิมที่ชุมชนอีสานเคยมีระบบการผลิตเป็นฤดูกาล มาเป็นระบบการผลิตตลอดทั้งปี ทำให้เกิดความเสื่อมโทรมทางด้านสิ่งแวดล้อม การสะสมของสารเคมีในดินและน้ำสูงขึ้น การแพร่ระบาดของศัตรูพืชต่างๆ ที่ไม่มีการเหลื่อมฤดู หรือตัดวงจรการระบาด เช่น หอยเชอรี่ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในพื้นที่การทำนาปรังของภาคอีสาน เนื่องจากมีรอบการผลิตทั้งปี แลการลงทุนที่สูงมากขึ้น ผลผลิตและรายได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น บทเรียนของโครงการชลประทานระบบท่อ ๖ โครงการในภาคอีสาน (จาก ๑๐ โครงการทั่วประเทศ) ในช่วงปี ๒๕๔๐ ๒๕๔๔ เกษตรกรในพื้นที่ไม่สามารถลงทุนก่อสร้างระบบจ่ายน้ำในไร่นาของตนเอง ต่อจากระบบส่งน้ำที่กรมชลประทานได้สร้างไว้ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มในส่วนนี้อีกประมาณ ๑๑,๖๕๐ บาท/ไร่ และไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่าย สำหรับการสูบน้ำและการบำรุงดูแลรักษาโดยเฉลี่ยประมาณ ๔ ล้านบาท/ไร่/ปี หากคิดเฉลี่ยแล้ว เกษตรกร ๑ รายต้องมีภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้ประมาณ ๑,๓๙๖ บาท/ไร่/ปี แต่เกษตรกรในโครงการมีความพร้อมที่จะจ่ายไม่เกิน ๒๐๐ บาท/ไร่ เท่านั้น กล่าวได้ว่า ศักยภาพในการลงทุนด้านน้ำของเกษตรกรอีสานยังไม่มีความพร้อมและไม่มีความเหมาะสมหากต้องมีการลงทุนเพิ่มที่สูงเกินไป อีกประการหนึ่ง การปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเพื่อการผลิตทั้งปีนั้นไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสภาพแวดล้อมของคนอีสาน ที่ยังต้องมีช่วงเวลาของการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและประเพณีอยู่ตลอดทั้งปี ผลกระทบที่สำคัญคือจะทำให้การรักษาและสืบทอดประเพณีของชุมชนต้องเสื่อมถอยลง เพราะผู้คนมุ่งหวังแต่รายได้เพียงอย่างเดียว และประเด็นสำคัญที่ต้องทบทวนคือ แม้ว่าจะมีการพัฒนาระบบชลประทานให้ก้าวหน้า สามารถทำนาได้ทั้งปี แต่ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนหลุดจากวงจรแห่งหนี้สินได้ เช่น ชาวนาในแถบภาคกลาง เป็นต้น
๑.๓ ประสบการณ์ความล้มเหลวด้านการจัดการน้ำของนโยบายรัฐในภาคอีสาน เป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า นโยบายการจัดการน้ำภาคอีสานของรัฐตลอด ๕๐ ปี ไม่มีสามารถตอบสนองต่อการเกษตรของชุมชนอีสานได้ โดยเฉพาะโครงการโขงชีมูล เพียงการสร้างเขื่อนเพื่อรองรับการผันน้ำจากแม่น้ำโขงก็จำนวน ๑๔ เขื่อน ก็ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทามในภาคอีสานสูญหายไปเกือบหมด เนื่องจากเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ไม่สอดคล้องกับระบบการผลิตและระบบนิเวศของแต่ละพื้นที่ เป็นโครงการลักษณะ พิมพ์เขียว แบบเดียวทั่วประเทศ ทำให้โครงการจัดการน้ำส่วนใหญ่ไม่สามารถตอบสนองการใช้ประโยชน์ของเกษตรกรได้จริงในพื้นที่เกษตรกรรมกว่า ๑๐๕.๕ ล้านไร่ในภาคอีสาน ซึ่งมีความแตกต่างกันด้านสภาพนิเวศเป็นอย่างมากและมีข้อจำกัดทางธรณีวิทยาด้านเกลือ ทำให้ไม่สามารถที่จะเกิดระบบชลประทานขนาดใหญ่ได้ และหากมีโครงการผันน้ำเกิดขึ้น ปัญหาการแพร่กระจายของดินเค็มก็จะเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ไขได้ยากในอนาคตต่อไป
๑.๔ นโยบายการจัดการน้ำของรัฐที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนและลดการอพยพแรงงานในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลากว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมาแม้จะมีโครงการจัดการน้ำที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ๑๒ แห่ง สามารถกักเก็บน้ำรวมกันได้ ๗,๖๑๗ ล้านลบ.ม. (๑๒.๔% ของปริมาณน้ำท่ารายปี) และโครงการ ชลประทานขนาดกลางและขนาดเล็กกว่า ๑๑,๕๔๕ โครงการ กักเก็บน้ำได้ ๒,๘๑๖.๕ ล้านลบ.ม. รวมกักเก็บน้ำได้ทั้งสิ้น ๑๐,๔๓๓.๕ ล้าน ลบ.ม. เป็นพื้นที่ชลประทาน ๘.๑ ล้านไร่ และมีการลงทุนด้านการจัดการน้ำในภาคอีสานที่ไม่สามารถคิดมูลค่าได้ตลอดระยะเวลา ๕๐ ปีที่ผ่านมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำให้ชีวิตของคนอีสานดีขึ้น และไม่ได้ทำเกิดการลดการอพยพแรงงานเข้าสู่หัวเมืองใหญ่ได้ เพราะกระแสของสังคมสมัยใหม่ กระแสบริโภคนิยมก็ยังสามารถดึงดูดให้คนหนุ่มสาวและวัยแรงงานไปแสวงหาและใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ มากกว่าที่จะสนใจและใส่ใจในการทำการเกษตรในที่ดินของตนเอง ขณะที่เกษตรกรที่สามารถปรับตัว ปรับวิถีการผลิตและวิถีชีวิตได้ ก็คือ เกษตรกรที่เข้าใจนิเวศวัฒนธรรมของอีสาน สามารถทำเกษตรแบบอาศัยน้ำฝนได้อย่างเหมาะสมกับภูมินิเวศ ดินฟ้าอากาศ ด้วยการสร้างระบบน้ำในไร่นา และสามารถจัดกิจกรรมการเพาะปลูกต่างๆ ให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่มี โดยเฉพาะการขุดสระเก็บน้ำ การสร้างฝายขนาดเล็กแบบประชาอาสาและแบ่งปันน้ำกันในกลุ่มพื้นที่ใกล้เคียง การทำเกษตรแบบประณีตที่ใช้น้ำน้อย พื้นที่น้อย แต่มีผลิตภาพสูง ซึ่งมีแบบอย่างรูปธรรมให้เห็นกระจายในทุกภูมิประเทศ เป็นต้น การผันน้ำ หรือการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ ที่เกษตรกรเข้าถึงได้ยาก จึงเป็นความรุนแรงที่ซ้ำเติมวิถีคนอีสานระลอกแล้วระลอกเล่า
๑.๕ ความรุนแรงด้านวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนอีสาน นโยบายการผันน้ำในลุ่มน้ำหลัก ข้ามลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำนานาชาติ จึงเป็นประเด็นที่ต้องอยู่ในข่ายของโครงการหรือกิจการรุนแรง ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชน เพราะเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกว้างขวางดังประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วในภาคอีสาน ก็ด้วยความไม่เข้าใจวิถีนิเวศวัฒนธรรมของอีสาน นับแต่ครั้งบรรพกาล ปริมาณน้ำฝนในภาคอีสานไม่ได้น้อยกว่าภาคอื่นๆ เลย แต่มีปัญหาดินที่อุ้มน้ำได้น้อย และการกระจายของฝนที่ไม่สม่ำเสมอทั้งปี น้ำอีสานจึงมาเร็ว ไปเร็ว การดำเนินชีวิตและการผลิตของอีสานจึงต้องเร่งรีบในฤดูฝน เพื่อให้ทันกับน้ำ การทำเกษตรโดยเฉพาะการทำนาอาศัยน้ำฝนของอีสาน จึงมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งนาทาม นาลุ่ม นาทุ่ง นาเทิง นาโคก ทำให้เกิดรูปแบบการจัดการน้ำ การใช้พันธุ์ข้าวที่สอดคล้องกับพื้นที่ ดิน น้ำ และสภาพภูมิอากาศ ขณะที่แม่น้ำ ป่าโคก เป็นแหล่งหาอยู่ หากิน หารายได้เสริม การตัดสายสัมพันธ์ของ คน น้ำ ข้าว ปลา ป่า ดง จึงทำให้อีสานวิกฤติ การคิดในมุมของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องการเพียงแค่น้ำมาให้ใช้ทั้งปี จึงเป็นการทำให้วิถีการผลิต แบบแผนการใช้ชีวิต การบริโภค การใช้ทรัพยากรผิดเพี้ยนไปหมด การทำงานหนักในแปลงเกษตรทั้งปีนั้น ไม่ใช่คำตอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเกษตรกรยังต้องพึ่งพาอะไรอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นราคาผลผลิตที่ควบคุมไม่ได้ การผูกขาดตลาดพืชเศรษฐกิจและการพึ่งพิงการส่งออกของพ่อค้า นายทุนไม่กี่ตระกูล การควบคุมราคาปัจจัยการผลิตไม่ได้ การต้องซื้อน้ำจากโครงการผันน้ำ (จากรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการผันน้ำงึม ต้นทุนความคุ้มค่าของโครงการ คือ เกษตรกรต้องจ่ายค่าน้ำประมาณลูกบาศก์เมตรละ ๕.๖๐ บาท) ซึ่งต้องบวกในต้นทุนการผลิต ขณะที่ฐานทรัพยากรที่เป็นแหล่งทำมาหากิน ในป่าทาม ในแม่น้ำ ลำห้วย ต้องถูกทำลายลงด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่มองแต่เรื่องน้ำ และไม่เห็นแง่มุมอื่นๆ นั่นคือต้นทุนชีวิต ต้นทุนสิ่งแวดล้อม และต้นทุนอนาคตของลูกหลานที่ต้องเพิ่มขึ้น
๒. ข้อเสนอเพื่อการจัดการน้ำที่ยั่งยืนของอีสาน
๒.๑ ข้อเสนอแนะต่อการจัดการน้ำระดับชุมชน ชุมชนอีสานควรจะมีการขยายผลรูปแบบการจัดการน้ำขนาดเล็กที่มีรูปธรรมอยู่ให้เกิดขึ้นพื้นที่ที่ระบบชลประทานไม่สามารถเข้าถึงได้ เพราะเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับการจัดการแหล่งน้ำในภาคอีสาน เน้นจัดหาแหล่งน้ำขนาดเล็กในไร่นา (ได้ประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรรายย่อย/สอดคล้องเหมาะสมต่อระบบนิเวศ) สนับสนุนการจัดการน้ำตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศและวัฒนธรรมของชุมชน เช่น บ่อน้ำขนาดเล็กในไร่นา ระบบฝายหินทิ้ง การขุดบ่อชะลอน้ำ เป็นต้น และสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนในการคิดค้นการแก้ไขปัญหาและสร้างระบบรูปแบบที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ของชุมชนเอง เพื่อสร้างสำนึกในการแก้ไขปัญหาของชุมชน ไม่ใช่การรอคอยให้หน่วยงานของรัฐจัดการให้ รวมถึงต้องมีการส่งเสริมและให้อำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรต่อชุมชน เครือข่ายชุมชนในลุ่มน้ำ หรือองค์กรตามรากฐานวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นเป็นหลัก
๒.๒ ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องด้านการจัดการน้ำ ทิศทางการสนับสนุนการจัดการน้ำของหน่วยงานภาครัฐ ควรยุติการสนับสนุนโครงการการจัดการน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่อีสาน เพราะไม่มีความเหมาะสมต่อสภาพภูมินิเวศและสูญเสียงบประมาณจำนวนมากดังเช่นประสบการณ์ของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ มากมาย เช่น โขงชีมูล โครงการชลประทานระบบท่อ ในอดีตที่ผ่านมา
หน่วยงานของรัฐควรจะสนับสนุน ส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าบริหารจัดการโครงการการจัดการน้ำ การออกแบบระบบจัดการน้ำแบบที่ประชาชนต้องการ และสนับสนุนงบประมาณให้ประชาชนเป็นผู้บริหารจัดการระบบเอง โดยการกระจายงบประมาณให้องค์กรชาวบ้านหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการงบประมาณในการจัดการน้ำเอง เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด และเป็นหน่วยที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายมากที่สุดเมื่อเกิดปัญหาต่อระบบจัดการหรือต้องการพัฒนาระบบนั้น และควรมอบอำนาจการบริหารจัดการระบบจัดการน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของระบบจัดการน้ำ และรัฐควรมีแนวทางการส่งเสริมเกี่ยวกับการผลิตที่เหมาะสมและสัมพันธ์กับการจัดการน้ำของชุมชน และที่สำคัญ ประสบการณ์การจัดการน้ำของชุมชนดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากมายแล้ว หากหน่วยงานรัฐปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและนำประสบการณ์ดังกล่าวไปใช้ ก็จะทำให้การส่งเสริมของหน่วยงานรัฐเกิดประสิทธิภาพและไม่มีผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
๒.๓ ข้อเสนอแนะต่อนโยบายการจัดการน้ำของรัฐ รัฐควรมีการประเมินผลศักยภาพของพื้นที่และชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่โครงการเกี่ยวกับชลประทานเดิมทั้งหมดในภาคอีสาน เพื่อประเมินประสิทธิภาพของโครงการ และเป็นฐานข้อมูลในการปรับปรุงระบบชลประทานเดิม และวางแผนจัดการระบบชลประทานใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม เปิดเผยข้อมูลและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในโครงการใหม่ และรัฐควรยุติการเสนอนโยบายหรือโครงการขนาดใหญ่ในภาคอีสาน เพราะประสบการณ์ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในภาคอีสานเกี่ยวกับนโยบายการจัดการน้ำขนาดใหญ่ของรัฐนั้นปรากฏชัดเจนอยู่แล้วในภาคอีสาน
รัฐควรทบทวนโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนอีสาน และปฏิบัติต่อชุมชนท้องถิ่นในการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล รวมทั้งดำเนินการให้มีความเป็นธรรม โปร่งใส และมีส่วนร่วมของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำ การสร้างระบบโครงข่ายน้ำ (Water Grid System) โครงข่ายพลังงานไฟฟ้า (Power Grid) โครงการและแผนพัฒนาในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศในลุ่มน้ำโขง ต้องมีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงจัดให้มีกระบวนการพิจารณาทางเลือกอย่างรอบด้านโดยใช้กลไกการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategy Environmental Assessment: SEA) เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมและยั่งยืนที่สุด
รัฐควรมีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำ เช่น ป่าบุ่งป่าทาม บึง หนอง แม่น้ำ และลำห้วย ที่เป็นพื้นที่เชื่อมต่อสำคัญในโครงข่ายระบบนิเวศลุ่มน้ำ ไม่ให้ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพจากการพัฒนาแหล่งน้ำ เช่น การสร้างเขื่อน ประตูน้ำ คันดิน และป้องกันไม่ให้มีการบุกรุก ทำลาย และยึดพื้นที่เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล โดยมีมาตรการตามกฎหมายที่เอื้อต่อการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม และมีผลต่อการปฏิบัติ เช่น ประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม เป็นเขตอนุรักษ์ตามกฎหมาย รวมถึงส่งเสริมการจัดการโดยชุมชนท้องถิ่น ที่มีเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน เพื่อดำรงรักษาไว้ซึ่งความสมดุลของระบบนิเวศและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
ดังนั้นในส่วนของภาคประชาชนชาวอีสานจึงยืนยันว่า โครงการหรือรายการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการผันน้ำในลุ่มน้ำหลัก ข้ามลุ่มน้ำหลักหรือลุ่มน้ำนานาชาติ เป็นประเภทโครงการที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความรุนแรงต่อชุมชน จึงเห็นควรที่จะต้องถูกบรรจุอยู่ในรายการทั้ง 19 ประเภท และต้องมีการจัดทำการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สังคม และการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยเหตุผลและข้อเสนอแนะสำคัญดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกิดประสิทธิภาพและเป็นไปได้ตามกระบวนการรับฟังที่แท้จริง
**********************************************************************************
เชิงอรรถ
[1] มติครม. ๗ เมษายน ๒๕๕๒http://www.thaigov.go.th
|
|