ขอเชิดชูผู้อุทิศตนเพื่อมวลมนุษยชาติ

สำหรับผมแล้ว มีคำถามเป็นข้อสอบชีวิตอยู่ชุดหนึ่งที่ยากจะตอบ เพราะไม่รู้ว่าจะตอบยังไง คำถามมีอยู่ว่า “ รักแม่ไหม ทำไมรัก รักยังไง ”

โห ! ก็ชั่วห้าสิบปีมานี้ คือตั้งแต่เกิดรู้ความมา ผมก็เพียรที่จะเขียนคำตอบเพื่อตอบคำถามนี้ด้วยชีวิตผมเลยทีเดียว

และจนถึงวันนี้ ผมก็ยังเขียนคำตอบยังไม่จบ

เช่นเดียวกับคำถามอีกชุดหนึ่ง ... “ รักภาคอีสานไหม ทำไมรัก รักยังไง ”

อีสานคือแผ่นดินเกิด คือแม่ผู้ให้ชีวิต

ต่อคำถาม “ รักภาคอีสานไหม ทำไมรัก รักยังไง ” ทำให้ผมย้อนภาพขมุกขมัว ในฝุ่นผงของกาลเวลาไปสู่ฤดูฝนปี ๒๕๒๑ เพื่อค้นหาคำตอบ

ขณะที่กำลังอาศัยอยู่ระหว่างจังหวัดแพร่และน่าน ผมได้รับจดหมายจากสหายรัก สุรสีห์ ผาธรรม ความในจดหมายนั้น ขอความเห็นว่า ถ้าจะทำหนังเรื่องงครูบ้านนอก ควรจะเอาเรื่องของนักเขียนคนใดมาทำเป็นหนัง และบอกว่าเขาสนใจเรื่องของครุนิมิตร ภูมิถาวร

ผมตอบจดหมายไปว่า เรื่องของครูนิมิตร ภูมิถาวร เป็นชีวิตของคนภาคกลาง ครูนิมิตเป็นคนนครสวรรค์ ผมอยากให้คุณสุรสีห์ลองพิจารณาว่า อะไรคือแรงบันดาลให้อยากเสนอเรื่องราวชีวิตครู ใช่ว่าเพราะการเป็นนักพากย์ ที่ต้องขึ้นรถโดยสารรอนแรมร่อนเร่แล้วเห็นคุณครูมอมแมมยืนรอรถตามข้างทางแถวอีสานไหม ถ้าใช่ขอให้อ่านเรื่อง “ บันทึกครูประชาบาล ” ของ “ครูคำหมาน คนไค ” ดูแล้วผมก็ส่งหนังสือที่เขียนเป็นความเรียง ชื่อบันทึกของครูประชาบาล ไปให้คุณสุรสีห์ พร้อมกับเขียนแผนที่หาบ้านอาจารย์สมพงษ์ พละสูรย์ เจ้าของนามปากกาไปให้ด้วย

ผมไม่คิดว่าในปีต่อมา ชีวิตของครูคำเม้าแห่งโรงเรียนบ้านหมาว้อ ในความเรียงเรื่อง บันทึกของครูประชาบาล จะมีส่วนสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้มากมายอย่างที่ปรากฏขึ้นในยุคสมัยนั้น ขอบคุณสหายสุรสีห์ ที่นำผมเข้าไปมีส่วนร่วม หลังส่งหนังสือไปแค่สองสองวัน คุณสุรสีห์ ผาธรรม ได้ส่งโทรเลขเรียกตัวผมให้ลงกรุงเทพฯ และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา พวงมาลัยชีวิตก็พาผมหักเลี้ยวออกจากเส้นทางสายราชการครู ที่บรรพบุรุษและญาติผู้ใหญ่ต่างช่วยกันวางเอาไว้ให้ผม

“ มาสร้างงานศิลป์เพื่อชีวินคนทุกข์ยาก... ”

บริษัทดวงกมลมหรสพ เป็นบริษัทเดินสาย – ขายหนังเล็ก ๆ ซุกตัวอยู่อย่างเจียมในซอกของโรงหนังแกรนด์แห่งวังบูรพาชั้นสอง ขณะที่ผมไปถึงนั้น บริษัทกำลังสร้างหนังมนต์รักแม่น้ำมูน และอยู่ในระหว่างการถ่ายทำอีกไม่กี่คิวก็จะปิดกล้อง

ที่นั่น ผมพบเพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพอย่างน้อยสามคน อาจารย์ศรีศักดิ์ นพรัตน์ ผู้เคยสอนอยู่วิทยาลัยเทคนิคโคราชกำลังยุ่งอยู่กับการเป็นผู้กำกับฝ่ายศิลป์ หนังมนต์รักแม่น้ำมูนที่ครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เป็นผู้กำกับการแสดง ครูพงษ์ศักดิ์นักแต่งเพลงผู้ชอบร้อยมาลัยทุ่งป่านาน้ำอีสานไว้ในบทเพลง คนนี้ท่านมีครูศิลป์อยู่หลายคน คนแรกคือ ท่านกูฏ หรือไพบูลย์ สุวรรณกูฏ อีกคนคือ รังสี ทัศนพยัคฆ์ อีกคนคือ นักเพลงผู้ยิ่งใหญ่ครูไพบูลย์ บุตรขัน

พี่อีกคนของวงการหนังสือพิมพ์ที่ผมได้พบในดวงกมลมหรสพคือพี่เจน จำรัสศิลป์ ผู้คอยเพาะวิญญาณนักสู้เพื่อประชาชนให้กับคนรุ่นใหม่ ส่วนอีกคนที่เป็นคนสำคัญที่สุดที่สุดของบริษัท คือผู้อำนวยการดวงกมล กุลตังวัฒนา ท่านผู้นี้พื้นเพอยู่มุกดาหาร บรรพบุรุษเป็นเจ้าของโรงหนัง เราเรียกแกว่าพี่น้อย มีชื่อนักพากย์ว่าดวงกมล ผมรู้จักในฐานะที่พี่น้อยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการก่อตั้งพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และก็ดับหายภายหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

ก่อนหน้านั้น พี่น้อยมักชอบชวนสุรสีห์ ผาธรรม แวะไปส่งข้าวปลาอาหารเติมกระเพาะให้ผมกับเพื่อน ในสำนักพิมพ์เสียงประชาชน ที่จังหวัดอุบลฯอยู่บ่อย ๆ

เมื่อบริษัทกำลังสร้างหนังมนต์รักแม่น้ำมูน ซึ่งเป็นหนังเพลงและกำกับโดย นักเพลงผู้ยิ่งใหญ่แห่งอีสาน บริษัทจึงอบอวลไปด้วยเสียงเพลงรักอีสาน ซึ่งมีอยู่สิบหกเพลงรวมบรรจุในเทปบันทึกเสียง ในสิบหกเพลงถูกคัดใส่ในหนังถึงสิบสองเพลง ( ถ้าจำไม่ผิด ) เป็นเพลงแห่หัวใจ จิตวิญญาณอีสาน

... จากเทือกเขาไกลไหลมาไบ่มีเสื่อมสูญ โอ๋ โอ้ลำน้ำแม่มูน ไหลเลี้ยงสองฝั่งดั่งสายเลือดแม่ ไหลเรื่อยไหลลงไหลสู่แม่โขงประสานกระแส เหมือนดังดวงใจฮักแท้ของสาวและหนุ่มรุ่มร้อนผูกพัน ....

อีกเพลง ... ม่วนซื่นโฮแซวแม่นแล้วอีสาน ผืนดินกันดารแห้งแล้งโรยรา แต่ใจของคนบ่หม่นบ่หมอง ตุ้มพี่ตุ้มน้องอีหลึกปึกหนา น้ำจิตน้ำใจแขกไปไทมา ต้อนรับขับท่าปานพี่น้องซุมแซง

อีกเพลง ... หอมดอกผักกะแยง ... มาเด้อมาเฮ็ดนามาเด้อหล้าอย่าเดินผ่าย นับวันจะกลับกลาย บ่าวสาวไหลเข้าเมืองกรุง ...
... บุญผะเวสม่วนล้น ชาวอุบลร่วมใจสัมพันธ์ เหมือนแม่มูนไหลมานานวัน กล่อมใจลูกหลานปันบุญกุศล

ฉากไตเติ้ลของหนังมนต์รักแม่น้ำมูน ถ่ายเป็นคิวสุดท้ายปิดกล้องที่อุบลราชธานี กล้องตั้งบนสะพานเสรีประชาธิปไตย หันไปรับภาพเกาะหาดวัดใต้ สายน้ำลำมูนต้อนรับแสงอรุณท้องฟ้าทาสีทอง คนหาปลากำลังถ่อแพยอยกใหญ่ ( สะดุ้ง ) เคลื่อนเอื่อย ๆ นุมนวล ... โอ้แม่มูนเอ๋ย ไหลเลยบ่สิ้นมนต์ขลัง สร้างทั้งความฮักความหวัง ณ ริมสองฝั่งแม่มาเนิ่นนาน ไหลเลี้ยงนาไร่ไหลสู่แมกไม้กว้างยาวตระการ หวานแคนหมอลำพลิ้วผ่าน เหมือนมนต์อีสานกล่อมใจ ...

มนต์อีสานสะท้านก้องขึ้นท่ามกลางหมู่ตึกมหานคร ณ เดือนกันยายน ปี ๒๕๒๑ เมื่อหนังมนต์รักแม่น้ำมุนลงโรงเพชรรามา – เพชรเอ็มไพร์

สื่อต่าง ๆทำหน้าที่โฆษณาความเป็นอีสาน หัวใจแห่งอีสาน วิญญาณแห่งอีสาน และทีทำให้หนังเรื่องนี้ประสบผลสำเร็จสูงยิ่ง คือมียอดรายรับจากการฉาย ๒ โรงชั้นหนึ่งถึงสี่ล้านบาท อันนี้ต้องยกนิ้วให้ทีมโฆษกวิทยุพากย์อีสานในกรุงเทพ ฯ ซึ่งมีอยู่กว่าสิบคน เขาและเธอเหล่านี้อยู่ภายใต้การโอบอุ้มของผู้นำทีมคือ ทิดโส สุดสะแนน หรือ สุรินทร์ ภาคศิริ ครูเพลงเพื่อนสนิทมิตรสนองของครูพงษ์ศํกดิ์ และท่านก็มีผลงานเพพลงในหนังเรื่องนี้ด้วย

ผมยังจำได้ว่า คนอีสานบ้านเฮาแห่งกรุงเทพ ฯหลั่งไหลจากทุกสารทิศ ไปโรงหนังเพชรรามา และเพชรเอ็มไพร์ เหมือนต่างไปเอาบุญ ตั้งแต่หนังฉายรอบมิดไนท์วันแรก

พี่น้องเฮาบางกลุ่มนัดหมายกันเดินเป่าแคนดีดพิณ จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผ่ายหน้าไปสู่ประตูน้ำโรงหนังเพชรรามา อย่างไม่ต้องเสี่ยงซ่นความเป็นลาวเหมือนวันเก่า ๆ เราเอาบุญประดับดินกินข้าวปุ้นอยู่หน้าโรงหนัง ... บรรยากาศอบอุ่น ...หม่วนหลาย จนเซาคึดฮอดบ้าน พอปานได้นั่งอยู่เฮือน

พี่น้องเฮาหลายคนกลายเป็นเครือข่ายสายแนนกันมา จนเมื่อเดือนกรกฎาคมปีต่อมา หนังครูบ้านอกลงโรง พี่น้องเฮาก็เอากัน ...ไปเบิ่ง กระหึ่มโรงแทบแตก

หนังมนต์รักแม่น้ำมูนเปิดพื้นที่ยืนอย่างกว้างขวางให้กับวัฒนธรรมไทอีสานในกรุงเทพ ฯ ขณะเดียวกันก็การันตีให้กับบริษัทดวงกมลมหรสพ ธุรกิจสร้างหนังเล็ก ๆ ให้กล้าคิดกล้าฝันต่อไป สายหนังทั่วประเทศให้ความเชื่อมั่น ต่อเงินทุนจนครูพงษ์ศักดิ์ ไม่ต้องพักเหนื่อยก็เปิดหนังเรื่องใหม่ชื่อลูกทุ่งเสียงแคนได้ทันที พวกเรา มีสุรสีห์ ผาธรรม เป็นหัวหน้าทีมแยกตัวออกมาจากครูพงษ์ศักดิ์ หอบหิ้วกันไปเตรียมงานหนังครูบ้านนอก ณ บ้านเกิดของครูคำหมานคนไค บ้านดอนเมย ต.นาจิก อ.อำนาจเจริญ ( ขณะนั้น ) เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งเป็นภาพจำลองของบ้านหนองหมาว้อในบันทึกของครูประชาบาล ผมมีครอบครัวพ่อแม่ของเพื่อนเป็นเหมือนบ้านของตนเองมาก่อนหน้านั้น เพื่อนคนนั้นชื่อจารึก จันทร์สม นักเขียน นักแปล และเป็นหลานของครูคำหมานคนไค

ความเรียงเรื่อง บันทึกของครูประชาบาล คือความในใจบอกเล่าความเจ็บปวดของชีวิตครูบ้านนอกอีสานด้วยลีลาการเขียนแบบเสียดสีขบขันรันทด ผมแอบเรียกว่าเป็นลีลาแบบสาหัสคดี

ก่อนจะกลายมาเป็นนวนิยายขายดีและมีรางวัลชนะเลิศงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาตินั้น บันทึกมีแต่บทรำพึงรำพันและบทวิจารณ์การศึกษาของชาติ ของครูใหญ่คำเม้าแห่งโรงเรียนหนองหมาว้อ คณะทำงานด้านวางโครงเรื่อง ได้ช่วยครูคำหมานตกแต่งเสียใหม่ ให้เป็นบทเป็นตอน มีตัวละครสร้างสีสัน ทั้งจารย์เคนผีบ้า ครูปิยะ ครูดวงดาว ครูสมชาติ บักเซียง บักบุตรศรี และคนอื่น ๆ เวลาผ่านมาหลายปี ผมจึงได้ย้อนคิดคุ้ยเจอว่า หนังครูบ้านนอกบอกในสิ่งที่จิตวิญญาณเราชาวคณะเรียกร้องต้องการ ดังที่ครูสุรินทร์ ภาคศิริถ่ายทอดมา เป็นเพลงไตเติ้ลว่า ... เฮาฮักแผ่นดิน เฮาฮักทรัพย์สินบ้านเกิดเมืองแมน ฮักเสี่ยวหมอลำหมอแคน ถึงไปต่างแดนก็บ่วายถวิล หวนคืนมา อยากผวาซบอกดิน มองท้องนาน้ำตาไหลริน โอ้ทรัพย์ในดินท้องถิ่นลำเนา ...

ก่อนนั้นที่ผ่านมา ชีวิตชาวนาอีสานแสนลำเค็ญ ด้วยความแห้งแล้ง แรงงานหลั่งไหลสู่เมืองไม่ขาดสาย อยู่บ้านอยู่ไม่ได้ แล้วที่ไหนจะน่าอยู่ แล้วผู้อยู่ผู้รอคอยเล่า คงได้แต่ชะเง้อชะแง้คอย

... หนุ่มสาวสุดเหว่ว้า ทิ้งนาแล้วผละหนี มีใครหนอใยดี ถิ่นนี้อีสานตรม คนเฒ่าเฝ้าอยู่เฮือน ไร้เพื่อนยามขื่นขม เด็กเล็กกรำแดดลม สังคมก็เมินหมาง ค่ำลง มืดแล้ว แว่วเสียงแคนแผ่วมา ปลอบขวัญบ้านนา หนุ่มสาวอย่าเมินหมาง มีเพียงหัวใจและพลัง สร้างสรรค์ถิ่นกันดาร ( เพลงค่ำแล้วในชนบท )

ความแห้งแล้งกันดาร , ชีวิตขาดสวัสดิการ , ด้อยการศึกษา , โง่ จน และเจ็บ อำนาจรัฐสนองต่อแต่พวกผู้ลากมากดี ส่วนหมู่เฮาคนจนก็เลยถูกเขี่ยไว้นอกข้างทางให้ตีนช้างเหยียบปากนก ชีวิตไร้ค่า มีราคาน้อยกว่ามดปลวก – ประมาณนั้น

นั่นคือสิ่งที่เราต้องการจะบอกต่อท่านผู้ชม นั่นคือการวิจารณ์สังคม วิพากษ์ต่อการบริหารบ้านเมือง หนังจึงโปรยข้อความว่า ความจริงที่นึกไม่ถึง

ดังนั้น หนังเรื่องครูบ้านนอก จึงไม่เพียงแต่บอกว่าครูกับนักเรียนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร ครูกับอาชีพและวิถีชีวิตส่วนตัวของครูเป็นอย่างไร แต่เรากลับบอกว่าครูคิดอย่างไรกับการที่ป่าไม้อันเป็นฐานชีวิตของชาวบ้านกำลังถูกนายทุนตัดโค่นทำลาย และบอกว่าป่าไม้ถูกทำลายใครเดือดร้อน ครูล่ะจะทำอย่างไร

สีสันแห่งหนังครูบ้านนอก นอกจากจะถูกแต่งแต้มด้วยมุกขำขันโดยดาราพร นักพากย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสายหนังภาคอีสาน ให้ท่านผู้ชมหัวเราะครืน ๆ เป็นระรอกแล้ว ความบริสุทธิ์ของทั้งนักแสดงประกอบซึ่งเป็นชาวบ้านล้วน ๆ และทีมงานก็แสนบริสุทธิ์ ทำให้หนังมีคุณค่า

ทีมงานของสหายสุรสีห์ มีที่มาน่าขันพอได้ ในจำนวนสามสิบกว่าชีวิตนั้น ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ไม่เคยเรียนทฤษฏีการทำหนังมาก่อนเลย ผมก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย แต่เอาเถอะ ผมและเพื่อนนี้ก็รู้แน่ว่าอยากให้หนังบอกอะไร เพื่อนหลายคนเคยอยู่ในกลุ่มละครแอ็คติวิสต์ในมหาวิทยาลัย เช่น ปั้น – กฤษณพงษ์ นาคธน,เป๊าะ – ทศพร นาคธน , ป้อม – สันติภาพ สังขวนิช , ปุก – ปิยะนุช ยอแสงรัตน์ เขาและเธอทั้งสี่คนเป็นเด็กกรุงเทพ ฯ อย่าว่าแต่เคยไปภาคอีสานไหม แม้แต่จินตนาการก็ไม่มีภาพ แต่เมื่อตกที่นั่งทีมงานสะท้านแผ่นดินแล้วก็กินข้าวเหนียวนอนเสื่อกกในหมู่บ้านได้ค่อนปีไม่มีบ่น ทุกคนซึ่งอดีตช่วงนั้นย้อนเล่าสู่กันฟังจนกระทั่งทุกวันนี้ไม่มีเบื่อ

อีกส่วนหนึ่งของทีมเคยผ่านประสบการณ์เป็นนักพากย์หนังเหมือนกับสุรสีห์ก็มี เด่นชัย จันทร์พันธ์ , พงษ์สยาม ฉัตรทอง อ้อเกือบลืมคิงส์ป๋อง – อิสระ หลางทอง ผู้กำกับฝ่ายศิลป์ของเรา ก่อนหน้านี้มีประสบการณ์เกี่ยวกับหนังสือมาไม่น้อย คือเป็นคนเขียนป้ายติดหน้าโรงหนังในอุบล ฯ เท่ห์ไหมเล่าทีมหลักของเรา ดูรวม ๆ แล้วเหมือนตะกร้าหิ้วออกจากป่า มีทั้งเห็ด หน่อไม้ ผักติ้ว แมงจินูน แถมด้วยมือถือและรองเท้าเสก็ตซ์ แปลกต่างแต่ก็ลงตัว เพราะปณิธานของพวกเราทุกคน ต่างเป็นสิ่งเดียวกัน

... ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันแข่งใจ มวลดอกไม้พร่างพรายมาพ้องพาน ร้อยดอกแดงเด่นตระการ แย้มบานในดวงใจ ชูช่อธรรมสง่างามในนามศิลปิน มาสร้างงานศิลป์เพื่อชีวินคนทุกข์ยาก ...

หนังครูบ้านนอก เปิดฉากขึ้นมาด้วยเสียงหัวเราะของท่านผู้ชม ดูไปหัวเราะไป ฉากครูใหญ่คำเม้าเตะเมีย บางคนว่าถึงกับเยี่ยวแตก – หัวเราะ แล้วเรื่องก็เข้มขึ้น เข้มขึ้น หนักขึ้น เสียงปืนลั่นปัง ปลิดความหวังมืดมิด ชีวิตครูปิยะที่ขัดขวางทางไม้เถื่อนสังเวยให้แก่คมกระสุนของมือปืน ชาย บ้านสั้น ท่านผู้ชมกลั้นสะอื้น เกลี่ยน้ำตาบนลานแก้ม ในขณะที่เพลง แสงเรือง ๆที่ส่องประเทืองอยู่ทั่วเมืองไทย คือแม่พิมพ์อันน้อยใหญ่โอ้ครูไทยในแดนแหลมทอง ... ก่อนจะเดินออกจากโรงไปซื้อตั๋วเข้ามาใหม่

ทุกวันนี้ยังจะมีครูเศษ ๆ ของครูปิยะ หลงเหลืออยู่บ้างไหมหนอในเมืองไทยประเทศนี้

มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเมตตาเขียนเชียร์หนังครูบ้านนอกเต็มหน้ากระดาษในคอลัมป์ซอยสวนพลู ช่วยให้หนังเข้าตาคนชั้นกลางในกรุงเทพ ฯ พอ ๆ กับก่อนหน้านั้นที่ท่านเชียร์หนังเรื่องแผลเก่า ของ เชิด ทรงศรี ที่สะท้อนภาพชนบทภาคกลางได้อย่างวิจิตร ครูบ้านนอกเก็บตังค์ได้ สิบสามล้านในกรุงเทพ ฯ ในสามเดือน ขณะฉายโรงชั้นหนึ่ง บ้านดอนเมยกลายเป็นหมู่บ้านที่ใคร ๆ ก็รู้จักและเขาเรียกบ้านหนองหมาว้อกันติดปาก

แล้วทีมเราก็ต้องย้อนกลับไปบ้านหนองหมาว้ออีกในปีต่อมาเมื่อถ่ายหนังชื่อหมู่บ้าน “ หนองหมาว้อ ”

ผมยอมรับละครับว่า ตัวเองเป็นคนค่อนข้างปึก ที่ว่ายังงี้ก็เพราะว่ากว่าจะรู้ว่าตนทำอะไร เพื่ออะไร ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปแล้วตั้งหลายปี อย่างตอนทำหนังหนองหมาว้อ หนังสะท้อนความอ่อนด้อยด้านสาธารณสุขของชนบทอีสาน สะท้อนภาพการตกเป็นเหยื่อนายทุนเงินกู้ในรูป “ ตกข้าวเขียว”สะท้อนภาพข้าวในวันขาย ถูกกดราคา สถาพผีตกป่าช้าไม่ฝังก็เผา ชาวนาจะเอาอะไร นี่คือภาพความโหดร้าย ที่คนอีสานโดนกระทำ

อีกด้านหนึ่ง หนังสะท้อนสภาพอุดมคติของพวกเรา อย่างเราอยากเห็นคนหนุ่ม ๆ อย่างบุญจันทร์ หันหลังให้กับสังคมเมืองบ่ายหน้าสู่หมู่บ้าน นั่ง ร่วมวงกับผู้นำผู้เฒ่าผู้แก่เพื่อคิดแก้ปัญหาตนเอง ด้วยพลังตนเอง ชาวบ้านหนองหมาว้อรวมตัวกันตั้งสหกรณ์ฉางข้าวขึ้นมาเพื่อแสกงความเอื้ออาทรต่อกัน ใครขาดเหลือมาพึ่งกันได้ ไม่ต้องเป็นหนี้ตกข้าวเขียว และหมายว่าจะนำไปสู่การต่อรองตั้งราคาได้เอง ฝนแล้ง น้ำแห้งขอดนา เราช่วยกันลงแรงสร้งฝายให้มีน้ำเพียงพอบริโภคและเพาะปลูกในหน้าแล้ง ให้ได้ผักหญ้าเป็นอาหารของเด็กๆ และทุก ๆ คน กินทุกอย่างที่เราปลูก ปลูกทุกอย่างที่เรากิน

...ข้าวเหนียว มาปั้นให้เป็นก้อนเดียว โฮมฮักกลมเกลียวให้เป็นใจเดียว พี่น้องบ้านเฮา มาเถิดเฮา มาสามัคคี ต่อไปนี้เริ่มชีวิตใหม่ ด้วยความมั่นใจ ลูกหลานต้องการแค่ความสุขขี เมื่อเฮาร่วมสามัคคี เราย่อมมีวันสำเร็จได้ สร้างสรรค์ อย่าคอยให้แต่สวรรค์มาดลบันดาล เวียกงานเราทำ ร่วมแรงร่วมใจ มาเถิดเรา ร่วมกันทุกแห่ง ผู้เฒ่าร่วมแรงผู้หนุ่มผู้สาวให้เราก้าวไป...

แม้แต่คุณสุรสีห์เองก็เคยพูดกึ่งยอมรับว่า ตอนที่เราวางโครงเรื่องกันนั้น เราไม่ได้คิดสามสี่ชั้นว่าจะวางเป้าหมายไว้กับเรื่องอย่างไร เราเพียงแต่อยากสะท้อนปัญหา อยากเรียกร้องให้รัฐมาสนใจปัญหา และเราก็เสนอแต่เพียงปลายทางของเรื่องที่ว่าเมื่อมีปัญหาอย่างนี้ ชาวบ้านหนองหมาว้อควรจะแก้ปัญหาอย่างไร

เราไม่ได้คิดว่า สิ่งที่เราต้องการเสนอนั้นเป้าหมายของเรื่องคือ แนวทางการสร้างพลังชุมชนเพื่อการพึ่งตนเองอย่างยั่งยืนหรือเศรษฐกิจพอเพียงคือหนทางสู่การพัฒนาชุมชนเพื่อความยั่งยืน

มันเป็นไปได้อย่างไรก็ไม่รู้ และนั่นคือความคิดของพวกเราเมื่อปี ๒๕๒๓ หนังทำให้พวกเราชักจะท้อแท้ไม่แพ้ชาวบ้านหนองหมาว้อถูกวางระเบิดฝาย ถูกเผายุ้งข้าวรวม เพราะทำรายแค่สี่ล้านบ าทในกรุงเทพ ฯ

ยังไงก็ตาม เราก็สรุปกัน หนังถ้ามีเมลโลดราม่าครบ คือ ครบรส หัวเราะเยอะหน่อย ร้องไห้เยอะหน่อย เคลื่อนไหวมากหน่อย แซมด้วยสาระเข้มข้น คนดูท่านผู้ชมก็บันเทิง คนทำและเจ้าของธุรกิจก็ได้ตังค์เป็นสุข

หนองหมาว้ออยากบอกมากไป ก็เลยลดความบันเทิงลง ทีนี้เรามาแก้ตัวอีกทีในหนังเรื่องครูวิบาก

เอาหละเล่าให้ฟัง ไม่รู้ว่าเบื่อหรือยังน้อ นี่แค่หนังสองเรื่องนะครับ เรื่องครูวิบากเราสะท้อนภาพอีสานในแง่มุมของการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เราใช้กระบวนการสอนให้ “คิดเป็น”ของ กศน. มาเป็นกระสายให้เกิดสีสัน ในขณะที่เราชูประเด็นกับท่านผู้ชมว่า ชุมชนหมู่บ้านนันมีทุนของตนอยู่เต็มเปี่ยม ทั้งภูมิปัญญา ประสบการณ์ ความจัดเจนที่จะนำทุนของตนมาใช้ ขอเพียงให้คิดเป็น ไม่หวังพึ่งใคร ทุกอย่างก็จะโอเค แก่นของเรื่องได้เกยไปจนเมื่อทีมงานบันลือโลกของเราไปทำหนังเรื่องครูดอย ตัวละครก็เป็นครูเดินสอน กศน. ชุดครูวิบากสี่คน...โอ้ว่าครูเดินสอน ย่ำไปทุกย่างก้าว ตื่นเช้าสายแดดอ่อนออกเดินสอนอยู่ร่ำไป...ย่ำไป ย่ำไป

หนังเรื่องครูดอย เราปล่อยให้ครูวิบากสี่คนไปเจอครูสมพงษ์ ชาตรีนอนแอ้งแม้งเมาอยู่ใต้ผ้าห่มนวมบนดอยภูเรือ ที่นั่นคือบ้านป่าติ้วแสนกันดาร แล้งก็แห้งเหือด หนาวก็ร้าวเย็นถึงกระดูก คนเมืองกรุงเขาช่างเมตตา หาของไปแจกจนชาวบ้านเคยตัว สูญเสียศักดิ์ศรี ด้อยเปลี้ยเสียขา ภูมิปัญญาท้องถิ่นหนีเข้าป่าขึ้นดอย ไม่คิดพึ่งตนเอง

ครูสรพงษ์นั้นเคยเป็นครูที่มุ่งมั่นพัฒนา ทำโครงการพึ่งตนเองเป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็นและชวนให้ทำตามตั้งหลายอย่าง ทั้งปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู แต่ชาวบ้านชอบของแจกมากกว่า แล้งก็ดีใจ หนาวก็ดีใจ ไม่มีใครทำตามครูสมพงษ์ รอของแจกน่ะมันง่ายกว่า เด็ก ๆ ก็ไม่ค่อยไปโรงเรียน เพราะต้องไปรอรับของแจกกับพ่อแม่

ส.ส. แหล่ะตัวดี คุณหญิงคุณนายด้วย เขาชอบไปแจกของที่บ้านป่าติ้วแล้วถ่ายรูปลงข่าวหนังสือพิมพ์กัน ความมุ่งมั่นพัฒนาของครูก็เลยถดถอย วัน ๆ เอาแต่ถองเหล้า เลิกสนใจใครอะไร สวนผักจึงร้าง คอกหมูคอกไก่เพพังหลังคาโบ๋

ถิ่นไทยในป่ากว้าง ห่างไกล
แสงอารยะธรรมใด ส่องบ้าง
เห็นเทียนอยู่รำไร เล่มหนึ่ง
ครูนั่นแหละอาจสร้าง เสกให้ชัชวาล....


เทียนเล่มที่ว่าคือครูสรพงษ์แห่งบ้านดอย รำไรจนริบหรี่จะดับมิดับแหล่ ขี้เถ้ามิสร่างกลบแสงคุระทมอยู่ข้างใน เหนื่อยหน่ายเหลือเกิน ก็มันมิได้หลั่งจายเลยช้ำชอกตัวเอง

น้อง ๆ ครูเดินสอน กศน. สี่ครูวิบากกับสาวบ้านป่าแสดงโดยคุณนันทิดา แก้วบัวสาย ต่างช่วยกันปัดขี้เถ้าเป่าหาไฟในจิตวิญญานของครูสรพงษ์จนแทบท้อแท้สิ้นหวังไปด้วย

คุณอย่าคิดนะว่า อ้ายความเจริญมันดีไปซะหมด ความมิรู้เท่าทันมันของเราชาวบ้านสิทธิน้อยด้อยการศึกษามักจะทะเล่อทะร่าหลงใหลไปกับมัน มันก็เลยทำร้ายเอาชาวบ้านซะป่นปี้ กว่าจะฟื้นพลังท้องถิ่นฟื้นฟูชุมชนด้วยทุนและปัญญาของตนได้ ชาวบ้านก็ต้องสูญเสียอะไร ๆ ไปมิใช่น้อย นี่แหละแก่นของเรื่องครูดอย

จากภูดอยที่หนาวเหน็บ คุณสุรสีห์ ผาธรรมก็ชวนผมกับคุณสันติภาพ สังขวณิชหรือไอ้ป้อมไปฝ่าเปลวแดดระยิบระยับชมกรวยลมหัวกุดแล่นไล่กันอยู่กลางทุ่งกุลาร้องไห้ นอนโรงแรม รูพรุนที่อำเภอสุวรรณภูมิเพื่อทำข้อมูลเตรียมสร้างหนังเรื่อง “ทุ่งกุลาร้องไห้”

กุลา...ฟ้าสีแห้ง ดินสีโหย เย็นน้ำเหงือด เดือดภัยโพย ดี แดโดย โดยแรงใด แล้งดินใด ในกุลา... ( ของน้าหว่อง คาราวาน )

ผมโชคดีมีโอกาสแอบนั่งฟังปราชญ์โบราณคดีผู้ยิ่งใหญ่ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม พูดถึงความเป็นมาเป็นไปของมนุษยชาติที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่แถวนั้นเมื่อนานมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาณาจักรฟูนาน อาณาจักรเจนละ อาณาจักรขอม ก่อนจะถึงยุคปัจจุบัน พอดีท่านกำลังลงพื้นที่ทำงานวิจัยแถวนั้น เลยเจอกัน แต่เราก็ไม่ได้เอาข้อมูนส่วนนั้นมาใช้ในงาน เราต้องการเสนอปัญหาสังคมด้านสิทธิในที่ทำกินซึ่งขณะนั้นกำลังส่อแววระอุ คนจนท่ามกลางความสับสนและซับซ้อน มักจะถูกซ่อนเงื่อนหลอกต้ม ทั้งต้มกันเองและถูกผู้ได้เปรียบใส่หน้ากากหลอกต้มเอา เรายังไม่ได้ทำหนังเรื่องนั้นหรอกครับ กว่าดวงกมลมหรสพจะมีตังค์ทำได้ คุณสุรสีห์ก็พาพวกเราไปปักหลักเอนหลังบนเก้าอี้ไม้ไผ่ดูสายน้ำสองสีสลับกันที่ปากมูน...

โขงสีปูน มูนสีคราม... พลิ้วแคนหวานแว่ว แผ่วนกร้องยามรุ่งอรุณ ดั่งลำนำมนต์รักลูกแม่มูน สวยเปลวทองแดดอุ่น จูบสายแม่มูนลุ่มธารสวรรค์..ฯลฯ...
...สายน้ำมูนเพิ่มพูนความฮักเราสอง พี่กับน้องล่องธารสวรรค์ต่อกัน หาดทรายสวนผักถิ่นรักเราเคยผูกพัน เที่ยวชมเกาะแก่งสวรรค์ ผาชันชะเงิ้มตระหง่าน...

ประสงค์แรกเริ่มของการทำหนังเรื่องลูกแม่มูนของคุณสุรสีห์นั้น คือ อยากให้ภาพสวยงามแห่งตะวันออกสุดเห็นดวงอาทิตย์ก่อนใครในประเทศได้ประจักษ์ต่อสายตาคนไทยทังแผ่นดินว่าอีสานของเราสวยธรรมชาติไม่ด้อยกว่าใครเลย เนื้อหาเข้มมาก รวมทั้งอ้ายที่งานทุ่งกุลาร้องไห้ชะงัก บทก็ยังไม่ได้เขียน

ลองทำอะไรเบา ๆ กันหน่อยซิ

แต่พอเอาเข้าจริงเราก็ตั้งโจทย์ว่า ในทิวทัศน์อันสวยงามนี้ ที่นี่มีปัญหาอะไรบ้าง มันควรจะมีปัญหาของชาวบ้านที่นี่บ้างสิ

ที่นี้ ความคิดของพวกเราก็จมลงไปในปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่ชุมชนต่างมีสิทธิ์ทำมาหากินร่วมกัน เป็นวิถีของคนแห่งลุ่มน้ำ

เรื่องก็มีอยู่ว่า ณ ดินแดนโขงสีปูน มูนสีคราม ซึ่งสายน้ำมูนไหลลงประสบพบกับแม่น้ำโขงที่ อำเภอโขงเจียมนี้ สมมติว่ามีบ้านเรือนชาวบ้านทำประมงอยู่ทั้งสองฝั่ง อยู่ดีกันมานาน เกื้อกูลเป็นเครือญาติ พริกบ้านเหนือ เกลือบ้านใต้ พึ่งพาอาศัยข้าวน้ำท่ามปลา แล้วอยู่ต่อมาคนทั้งสองฝั่งก็เกิดปัญหาขัดแย้งกันเล็ก ๆ น้อย ๆ นำไปสู่เรื่องใหญ่บานปลาย พูดกันไม่ได้ ไม่ฟัง ถึงขั้นปักทุ่นแบ่งเขตแดนกลางน้ำห้ามข้ามไปมาหากินร่วมกันเหมือนเคย พลังชุมชนอ่อนแอลง

แล้วอ้ายเรือหาปลาแบบมักได้มันก็เข้ามาใช้อวนลากขนาดใหญ่ – ตัวแทนระบบทุนนิยม – ก็มาลุยเละ มันไม่สนใจตุ้มปลายอน (สังกะวาด) ของชาวบ้านที่จะปักล่อปลาที่ไหน ไม่สนใจเครื่องมือหากินของชาวบ้านจะกางไว้ตรงไหน

ดังนั้นทุกคนที่อยู่ฝั่งซ้ายฝั่งขวาที่ไม่ถูกกันอยู่ ต่างก็ถูกทำลายเครื่องมือ ปลาก็หาไม่ได้ เพราะอ้ายเรือลากอวนมันเอาไปเกือบหมดแล้ว

สถานการณ์บีบบังคับให้คนสองฝั่งต้องหันมาดีกัน เข้าใจกัน รวมพลังกันรักษาสิทธิในที่และการทำมาหากิน จนในที่สุดก็แฮปปี้เอนดิ้ง

หนังเรื่องนี้ เรายื้มเอาชื่อเพื่อนคนหนึ่งซึ่งผมพบเขาที่ภาคเหนือมาใช้เป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่ง คือ ฤษีชล แสดงโดยเทพพร เพชรอุบล ใคร ๆ ก็ว่าไอ้นี่มันบ้า คิดลึกและทำอะไรไม่เหมือนใครเขา ตัวละครอย่างนี้มีอยู่ในเรื่องครูบ้านนอก เขาคืออาจารย์เคนผีบ้า เหมือนเราจะบอกกับท่านผู้ชมว่า นี่หละพวกฉันหล่ะ บ้า ๆ อย่างนี้ ทำอะไรอย่างนี้ แต่เราคิดเก่งนะ ทำก็ดีด้วยแหละ อย่าสนใจเปลือกนอกของฉันแล้วกัน ดำแต่นอก ในแผ้ว ผ่องเนื้อนพคุณ นั่นนา

ฤษีชลเขาเป็นปัญญาชน เสรีและสมถะ มีปรัชญาครองชีวิต รักมนุษยชาติ เห็นอธรรมเป็นไม่ได้ ทนไม่ไหว ต้องเข้าช่วยจัดการ คุณล่ะเป็นอย่างเขาหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นอย่างเขา คุณก็เป็นเพื่อนของเรา โอเคนะ

อันที่จริง หนังลูกแม่มูน คุณสุรสีห์กับพวกเราทำก่อนหนังเรื่องครูดอย แต่ที่เล่าสลับกันก็เพราะว่าครูดอยน่ะมันมีความต่อเนื่องกับหนังครูวิบาก

เสร็จจากลูกแม่มูน คุณสุรสีห์ก็สบโอกาสดี เข้าเป็นทีมช่วยงานคุณาวุฒิทำหนังเรื่องลูกอีสาน ถ่ายกันแถว ๆ บ้านนายไผทน่ะเอง ส่วนผมต้องแยกตัวไปเขียนบทละเอียดเรื่องทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งดวงกมลมหรสพยกให้ปั้ม – กฤษณพงษ์ นาคธนเป็นผู้กำกับการแสดง หนังทุ่งกุลาร้องไห้ปักหลักถ่ายทำที่สถานที่จริง บริเวณเรินเล้าข้าว ตำบลกู่กาสิงและหมู่บ้านรอบ ๆ นั้น นั่นเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่มาก อยากให้คุณลองไปแกะรอยอดีตขึ้นดู

พูดถึงเรื่องลูกอีสาน ที่เป็นนวนิยายเขียนโดยพ่อคำพูน บุญทวี คนกิ่งอำเภอทรายมูน ยโสธร แล้ววิจิตร คุณาวุฒิ กำกับการแสดงเนี้ยน่าทึ่งตั้งแต่ผู้กำกับเจาะหาเรื่องนั่นทีเดียว

“ทุกข์บ่มีเสื้อผ้า ฝาเฮือนดี กะยังพอลี้อยู่ ทุกข์บ่มีข้าวอยู่ท้อง สังสิลี้อยู่เป็น”

นี่คือทัศนะอันยิ่งใหญ่ เป็นแก่นในของคนอีสานแน่ะ

เราถึงทำอะไร คิดอะไร ใช้ชีวิต เป็นวัฒนธรรมอย่างที่เราเป็นอยู่ และจะเป็นไปอีกนาน

พอไปเปรียบเทียบกับผญาเหนือมั่ง มันก็ทำให้เราส่องซอดไปถึงวัฒนธรรมและปัญหาทางสังคมของภาคเหนือด้วย

เดาว่าอย่างครับ
“ตุ๊ก(ทุกข์)บ่มีกิ๋น บ่มีไผเอาไฟส่องต๊อง(ท้อง)
ตุ๊กบ่ได้แต่งได้ญ้อง ปี้น้องดู่แควน................”


คุณาวุฒิเก่งจริง ๆ ท่านว่าอ่านเรื่องลูกอีสานเกือบสิบรอบกว่าจะจับความเป็นอีสานได้ ทั้งอ่านและทั้งลงศึกษาในพื้นที่อีสานอยู่หลายรอบเชียว กว่าจะเป็นบท และท่านแก้แล้วแก้อีกระหว่างการถ่ายทำอยู่

เอ...ผมชักจะเล่ายาวไปไหมนี่ อยากจะหยุดซะก่อนแค่นี้ดีไหม เอาหละ ก่อนไปก็ขอเล่าข้าม ๆ ว่าสุรสีห์เขาทำหนังกับพรรคพวกของเขาอีกสี่ห้าเรื่อง แต่ละเรื่องก็จะมีแก่นเรื่องประมาณที่เล่ามาเนี้ย “ราชินีดอกหญ้า”ก็เอาวัฒนธรรมเป็นแกนกลางของการพัฒนามาเป็นแก่นเรื่อง ชุมชนถ้าทิ้งวัฒนธรรมตนเองไปเสีย ไปมีวัฒนธรรมอื่น คุณก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นใครแล้ว “ ผู้แทนนอกสภา” ก็เพื่อจะบอกว่านักการเมืองที่ถูกต้องและใช่เลยมันต้องเป็นแบบไหน ไม่ใช่เหลวไหลรับทรัพย์ หลงตัวเองและคอยแต่จะทำให้ชาวบ้านหวังพึ่งผู้อื่นอยู่ร่ำไป “ สวรรค์บ้านนา” ก็เหมือนกับเพลงประกอบที่แอ๊ด คาราบาวเขาร้อง วิญญานอีสาน คือ บ้านนา แม้จำต้องจากไกล ไปเพื่อหาเงินทองมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เอาแรงเข้าแลก แต่ไม่ยอมตายดาบหน้าหรอก พอฝนมาครืน ๆ กูก็จะกลับบ้านไปทำนา ขี่ควายเป่าโหวตสบายดี เจ๊กจีนหินหี้ให้ มึงรอกูเกี่ยวข้าวเสร็จซะก่อน แล้วกูจะกลับมาทำงานให้มึงใหม่ ประมาณนี้

“ครูชายแดน” “หมอตีนเปล่า” “นายฮ้อยทมิฬ” ทำออกไปแต่ละเรื่องก็กลั่นมาจากใจรักอีสาน หนังหลายเรื่องผมไม่ได้ไปร่วมกับสหาย แต่ก็ส่งใจและร่วมรู้เสมอมา

เออ…นี่ ผมตอบคำถามที่ว่า “ รักภาคอีสานไหม ทำไมรัก รักอย่างไร” รึยังนะ เอาเถอะ ถึงผมไม่ตอบเองก็ขอเอาอ้ายที่เล่าเรื่องว่าพวกเราทำหนังอะไรมาบ้างนี่เป็นการตอบกล้อมแกล้มไปก็แล้วกัน ผมล่ะชอบประทับใจข้อความที่สหายสุรสีห์เขาเขียนด้วยลายมือเอาไว้ในตอนท้ายสุดของหนังเรื่องครูบ้านนอกว่า “ขอเชิดชูผู้อุทิศตนเพื่อมวลมนุษยชาติ ” คุณเป็นผู้อุทิศตนเหมือนครูปิยะรึเปล่า ถ้าเป็น ผมก็เชิดชูคุณอีกคนก็แล้วกันครับ


ที่มา : ผไท ภูธา (112.142.101.85) [2010-02-20 16:11:46]

[ ปิดหน้าต่างนี้ ]
 
ศูนย์ข้อมูล กป.อพช. อีสาน 53/1 ซ.สระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000