"ซอยโอละนอ" สนามต่อสู้อันไม่รู้เหน็ดเหนื่อยของหมอลำ

สำนักงานหมอลำข้างวัดมัชฌิมาวาส "ซอยโอละนอ" สนามต่อสู้อันไม่รู้เหน็ดเหนื่อยของหมอลำ ปัญญา คำลาภ โครงการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ ลูกทุ่งอีสาน


หากมองข้ามเลยกำแพงสีขาวออกนอกวัดไปทางทิศตะวันออก บริเวณต้นถนนหมากแข้ง ช่วงที่ตัดกับถนนทหารและถนนวัฒนา เป็นซอยสั้นๆ ไม่เกินสองร้อยเมตร ดกดื่นไปด้วยห้องแถวที่มีป้ายนับสิบนับร้อยแขวนไว้หน้าห้อง หางที่ม้วนตวัดและแรเงาของตัวอักษรศิลป์บนแผ่นป้าย นอกจากจะบ่งบอกว่า มันเกิดก่อน “ดิจิตอล เลเซอร์ เจ็ท” หลายสิบปี ยังอธิบายตัวเองว่า ผู้เขียนมีพื้นฐานจากจากการวาดผ้าฉากหมอลำ

ผู้บริโภค นักช้อปปิ้ง ทั้งแก่เฒ่า สาวหนุ่ม วัยรุ่น โก๋กี๋ มองแล้วก็ผ่านเลย ไม่เคยหยุดแวะ แต่เจ้าภาพศรัทธาทั้งเมืองนี้และเมืองอื่นรู้ว่า หากตรงดิ่งมาที่นี่ ... ซอยข้าววัดมัชฌิมาวาส เป็นไม่ผิดหวัง ไม่พลาดได้หมอลำไปงันใส่บุญ คนเมืองอุดรเรียกซอยนี้ว่า “ซอยหมอลำ” แต่โฆษกวิทยุจีบปากเติมสีแต้มสันกรอกเสียงลงไมโครโฟนว่า “ซอยโอละนอ”


ซอยโอละนอ : ซอยนี้มีตำนาน

วัดมัชฌิมาวาส เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ได้รับพระบรมราชานุญาตให้สถาปนาเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๐๗ เนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๑ งาน ล้อมรอบด้วยถนนทั้ง ๔ ด้าน คือ ด้านทิศตะวันออกติดกับถนนหมากแข้งและถนนดุษฎี ด้านทิศใต้ ติดกับถนนวัฒนา ด้านทิศเหนือติดกับถนนโพนพิไสย อยู่ใกล้กับศูนย์ราชการ และท่ามกลางคุ้มบ้านห้วย คุ้มบ้านโนน คุ้มหมากแข้ง คุ้มทุ่งสว่างและคุ้มบ้านคอกวัว

วัดมัชฌิมาวาสมิใช่วัดน้องใหม่ หากแต่เป็นวัดสำคัญของจังหวัดอุดรธานีทีเดียว โดยถือเอาเมื่อพลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม สมัยดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงใหญ่ ผู้สำเร็จราชการ หัวเมืองลาวพวน ได้ทรงบูรณะวัดร้าง โดยตั้งชื่อให้ว่า “วัดมัชฌิมาวาส” เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๓๖ พร้อมๆ กับสร้างเมืองอุดรฯ จึงได้ชื่อว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองอุดรฯ ตราบเท่าทุกวันนี้
บริเวณวัด โดยเฉพาะที่ตั้งของพระอุโบสถมีลักษณะเป็นเนินดิน ว่ากันว่า ที่นี่ คือ “โนนหมากแข้ง” เพราะมีต้นหมากแข้ง หรือมะเขือพวงขึ้นบนโนน เล่ากันว่า ต้นมะเขือพวงต้นดังกล่าว ใหญ่มาก ใหญ่ขนาดนำเอาไปทำกลองเพลได้ เรียกว่า “กลองหมากแข้ง” คำว่า “หมากแข้ง” จึงเป็นคำที่อยู่คู่เมืองอุดรฯ และเพื่อทรงไว้ซึ่งความมหัศจรรย์นี้ คนอุดรฯ จึงตั้งชื่อถนนสายหน้าวัดว่า “ถนนหมากแข้ง” เป็นถนนเก่าแก่ของเมือง และโรงเรียนที่อยู่บนถนนสายนี้จึงได้ชื่อ “โรงเรียนหมากแข้ง” ว่ากันให้ถึงที่สุด เมืองอุดรฯ ในอดีตก็คือบ้านหมากแข้ง นั่นเอง

ด้วยวัดมัชฌิมาวาสเกี่ยวพันกับต้นหมากแข้ง จึงมีความสำคัญต่อเมืองนี้ไม่เพียงแต่ความเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง ความเก่าแก่ของวัดพบได้จากซากเจดีย์ศิลาแลง ซึ่งตั้งอยู่บนโนน เล่ากันอีกเช่นกันว่า ผู้สร้างเจดีย์ได้สร้างให้คร่อมตอของต้นหมากแข้ง ภายในเจดีย์มีพระพุทธรูปหินขาวปางนาคปรกประดิษฐานอยู่ ซึ่งคนปัจจุบันรู้จักกันในนาม “หลวงปู่นาค”

ปัจจุบัน ทางวัดได้นำ “หลวงปู่นาค” ไปประดิษฐานไว้ที่หน้าพระอุโบสถ เพื่อให้ประชาชนสักการบูชา เชื่อกันว่า “หลวงปู่นาค” นั้นเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ ผู้กราบขอพรมักสมปรารถนา และผู้คนได้ร่ำลือกิตติศัพท์ของ “หลวงปู่นาค” โด่งดังยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อ “เสียงอีสาน” คณะดนตรีหมอลำชื่อดังหมายเลขหนึ่งแห่งอีสานในเวลานี้ ไปขอพร แล้วได้ดั่งที่ปรารถนา ในทุกปีเมื่อถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม อันเป็นต้นหน้าฝน ก่อนที่จะพักวง เพื่อให้ลูกวงไปทำนา “เสียงอีสาน” ของ “แม่นกน้อย-พ่อทิดหลอด” ก็จะมาทำการแสดงให้ชาวเมืองได้ชมฟรี จนกลายเป็นประเพณีของวงไปแล้ว

ที่ข้างวัดมัชฌิมาวาส ด้านทิศตะวันออก ด้านถนนหมากแข้ง หัวถนนจรดถนนทหาร ส่วนอีกด้านตัดกับถนนวัฒนา ซอยสั้นๆ ซอยนี้ คือ ดงหมอลำ หมอลำสารพัดประเภทพร้อมใจกันมาเปิดสำนักงานรอรับงานอยู่ในซอยแห่งนี้มากว่ากึ่งศตวรรษ

ซอยนี้ผู้คนไม่พลุกพล่านเหมือนซอยอื่นๆ นานๆ จะมีสามล้อปั่นอย่างใจเย็นผ่านเลยซอย ก่อนหักเลี้ยวทำเสียงเอี๊ยดอ๊าด แวะเข้าร้าน “ลมโชยเกศา” แล้วก็ทิ้งให้ซอยเปลี่ยวอย่างเดิม

“สมัยก่อนแถวนี้เป็นห้องแถว แรกๆ ก็มีหมอลำเก่ามาเปิดร้านตัดผมชาย หมอลำเก่าผู้นี้ ชื่อว่า พ่อก้อนทอง โคตรประทุม เป็นคนเมืองพล จังหวัดขอนแก่น มีเมียเป็นคนอุดรฯ” หมอลำเทวี ฟ้าฮวน [1] เจ้าของสำนักงานหมอลำและเข้ามาอยู่ในซอยนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ รื้อฟื้นอดีต

นอกจากกระดานหมากฮอร์สแล้ว อุปนิสัยที่โอภาปราศรัยของเจ้าของร้านก็เป็นอีกเสน่ห์หนึ่ง ที่ดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้าน “บาร์เบอร์” ของ “พ่อก้อนทอง” วาทศิลป์ในยามที่พูดคุยระหว่างบริการลูกค้า ไม่ต้องบอกคู่สนทนาก็รู้ได้ว่า เจ้าของร้านไม่ใช่กัลบกธรรมดา ชีวิตที่กรำศึกบนเวทีมาครึ่งค่อนวัย ไหนเลยจะทิ้งคราบหมอลำไปได้ เมื่อได้วิสาสะกัน ฝ่ายลูกค้าก็ได้รู้ว่า ช่างเป็นหมอลำเก่า และช่างเองก็ได้รู้ว่า คนที่กำลังนอนเอกเขนกบนโต๊ะตัดผมนั่น คือ เจ้าภาพที่กำลังมองหาหมอลำไปแสดงในงาน แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปติดต่อได้ที่ไหน

“ผมเคยเป็นหมอลำมาก่อน รู้จักกับหมอลำหลายคน และที่มาตัดผมที่นี่ก็มีหลายคน ทั้ง หมอลำสุบิน รถด่วน หมอลำบุญเส็ง ปากช้าง หมอลำอ่อนตา แก้ววันนา ต้องการหมอลำคนไหน... เลือกได้เลย”

เมื่อผ่านงานแรกไปได้ ต่อๆ มา เมื่อเจ้าภาพต้องการหมอลำก็บอกกันต่อๆ ว่าไม่ต้องเดินหาบ้านหมอลำ หรือสมาคมให้เมื่อย ตรงไปร้านตัดผมพ่อก้อนทองที่ข้างวัดมัชฌิมาวาสก็ได้ ในสมัยนั้น เมืองอุดรฯ มีสมาคมหมอลำแล้ว โดยหมอลำสายสมร และสามี คือ หมอลำทองคำ เย็นวัฒนา ตั้งเป็นสาขาของสมาคมหมอลำภาคอีสาน แต่เจ้าภาพส่ายหน้า ไม่รู้จัก

ด้วยถนนหนทางทุรกันดาร หมอลำต้องเข้าพักที่ “ก้อนทองบาร์เบอร์” เพื่อจะได้ออกเดินทางแต่เช้าตรู่ และขากลับจากลำ ก็มาแวะพ่อก้อนทองอีกครั้ง แวะกินข้าวกินปลาและพักนอน ก่อนจะออกเดินทางกลับบ้านในตอนเช้าของอีกวัน

ในที่สุด ร้านตัดผมของพ่อก้อนทองก็จึงมีทั้งเจ้าภาพและหมอลำแวะเวียนอยู่เป็นประจำ ไหนๆ ก็ไหนๆ พ่อก้อนทองจึงเขียนป้ายติดที่หน้าร้านเสียเลย ว่า “ติดต่อจ้างหมอลำได้ที่นี่”

ก้อนทองบาร์เบอร์กลายเป็นศูนย์ประสานงานเรื่อยมากว่า ๘-๙ ปี ราวๆ ปี ๒๕๑๕-๒๕๑๖ ก็เริ่มมีหมอลำเข้ามาตั้งสำนักงานในซอย คนแรกที่ย้ายเข้ามา คือ อาจารย์ทองสา ศรีผาย หัวหน้าหมอลำ “คณะอัศวินเทวา” จากนั้น พ่อสายยนต์และหมอลำแตงอ่อน ก็ทยอยย้ายเข้าตามลำดับ ทำให้ซอยข้างวัดมัชฌิมาวาสโดดเด่น เป็นที่รู้จักในหมู่เจ้าภาพจากต่างอำเภอและต่างจังหวัด มีเจ้าภาพเดินทางมาที่ซอยกันมากขึ้น เพราะซอยหาได้ง่าย ทั้งสะดวกในการเดินทาง และมาที่เดียวมีหมอลำให้เลือกหลายคณะ

หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล หมอลำชื่อดังเล่าว่า เมื่อตอนที่ตนย้ายเข้าซอย เมื่อปี ๒๕๒๐ นั้น มีสำนักงานของหมอลำก้อนทอง โคตรประทุม คณะอัศวินเทวา ของพ่อทองสา ศรีผายและหมอลำสวาท แดนลำภู ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของตน ซึ่งต่อมาหมอลำสวาทได้ย้ายออก ตนจึงย้ายเข้าแทนที่

หมอลำสมบัติเล่าอีกว่า ในปีนั้น นอกจากที่ซอยข้างวัดมัชฌิมาวาสแล้ว ยังมีชุมนุมสำนักงานหมอลำอีกแห่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เดินจากวัดมัชฌิมาวาสไปตามถนนวัฒนาไม่ถึง ๒๐๐ เมตร ที่นั่น คือ สี่แยกชลประทาน เนื่องจากมีสำนักงานของกรมชลประทานตั้งอยู่หัวมุมสี่แยก ผู้คนจึงขนานนามตามนั้น แต่สำหรับนักเที่ยวราตรีระดับล่าง เรียกสี่แยกนี้ต่างออกไป หากเอ่ยชื่อ “สี่แยกเสาไฟแดง” แล้ว ไม่มีผู้ป่วยฝีมะม่วงคนใดไม่รู้จัก เพราะถัดไปอีกไม่กี่เสาไฟเป็นชุมทางโทรศัพท์ ที่มีเสาสูงและติดไฟสีแดงไว้ที่ปลายเสา แต่มีน้อยคนนักที่จะใส่ใจชุมทางโทรศัพท์ ความสนใจเทไปรวมอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม ตรงที่เรียกกันว่า “เสาไฟแดง” อันหมายถึงซ่องนางโลมเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองอุดร

สำนักงานหมอลำที่สี่แยกชลประทานมีอยู่ ๓ คณะ คือ สำนักงานสมาคมหมอลำภาคอีสาน ของพ่อทองคำ เย็นวัฒนา สำนักงานคณะ ผ.ร่วมมิตร และสำนักงานหมอลำบุญหลาย ฟ้าสะอื้น

และทั้งๆ ที่ใช้บริการของพ่อก้อนทองอยู่เป็นประจำ เคยแวะเวียนไปมาหาสู่ และถือโอกาสนอนค้างอ้างแรมก็หลายครั้ง แต่ “แม่เทวี ฟ้าฮวน” ก็ย้ายเข้ามาตั้งสำนักงานอยู่ซอยนี้เอาเมื่อปี ๒๕๒๒ และอยู่จนกระทั่งกลายเป็นผู้อาวุโสประจำซอยจนทุกวันนี้

หมอลำทองย้อย พิรมศิลป์ หมอลำจากร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นอีกผู้หนึ่งที่ย้ายเข้าในปีเดียวกันกับแม่เทวี เล่าว่า แรกทีเดียว ก็เข้ามารับงานแสดงที่อุดร แล้วได้เห็นว่าที่แถวนี้น่าอยู่ จึงได้ตั้งสำนักงาน ตอนนั้นมีสำนักงานกว่า ๑๐ แห่งแล้ว เช่น หมอลำบุญกอง หมอลำเสงี่ยม ลมบน หมอลำเหลาทอง หมอลำบุษดี ดาวคะนอง หมอลำทองคำ พุทธวงศ์ หมอลำพัชรี แก้วเสด็จ หมอลำปรีดา แก้วเสด็จ หมอลำหนูตา เสียงเสน่ห์ และหมอลำสายทอง อาศักดิ์ดา

“เมื่อก่อนนักจัดรายการวิทยุมักจะเรียกซอยนี้ว่า ซอยโอละนอ กันจนติดปาก มีการพูดออกอากาศด้วย เขาโฆษณาว่า ถ้าต้องการจะได้หมอลำไปช่วยงานต้องตรงมาที่ ซอยโอละนอ แต่เจ้าภาพที่มาจ้างวานก็มักจะเรียกว่าซอยหมอลำ” ป้าอรยา วาทีประเทือง อายุ ๕๕ ปี ซึ่งย้ายเข้าตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ คุณป้าไม่ได้เปิดสำนักงานหมอลำ แต่เช่าห้องเปิดขายของชำ ถ้ามีคนมาติดต่อหมอลำก็ช่วยเป็นธุระพาไป แล้วถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงทำสัญญากันได้ หมอลำก็จะแบ่งสินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เมื่อบวกกับกำไรจากร้าน ป้าบอกก็พออยู่ได้

ในปัจจุบัน สำนักงานหมอลำข้างวัดมัชฌิมาวาส ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีสำนักงานมีทั้งสิ้น ๓๐ สำนักงาน ได้แก่

๑) คลังสมอง การบันเทิง
๒) ทองพูล หนวดเหล็ก
๓) ยุภาพร สายลมเย็น
๔) ศิริพร ดาวดวงใหม่
๕) สำรวย เสียงกระดิ่งทอง
๖) สุมณฑา ธาตุทอง
๗) สมพงษ์ มาพร
๘) เสงี่ยม ลมบน
๙) ศูนย์รวมหมอลำ
๑๐) ปรีดา แก้วเสด็จ
๑๑) ประสิทธิ์ มิตรอีสาน
๑๒) มงคลชัย นกเขาขัน
๑๓) พัชรี แก้วเสด็จ
๑๔) สำนักงานบานชื่น
๑๕) หนูตา เสียงเสน่ห์ (ปิดชั่วคราว)
๑๖) พรเจริญ ปากเข็ด
๑๗) หนูเลียบ สนั่นเมือง
๑๘) สมบัติ ศรีทะบาล
๑๙) บุญหลาย ฟ้าสะอื้น
๒๐) เลิศนภา กระทิงทอง
๒๑) ปรีดาซาวด์
๒๒) สำนักงานเล็กอุดร
๒๓) ราชัน พันล้าน
๒๔) เล็กโปรโมชั่น
๒๕) เทวีการบันเทิง
๒๖) ลาวัลย์ ดาวเหนือ
๒๗) หวานใจ ทองงาม
๒๘) สุมณฑา ธาตุทอง
๒๙) มลิวัลย์ ลมบน
๓๐) เบญจวรรณ จรัสแสง

บ้านพัก ชมรม สมาคม สหพันธ์
ความพยายามอันน่าเหนื่อยหน่าย


การรวมตัวกันทางกายภาพ ที่มีสำนักงานหมอลำมาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งเดียว หาได้บ่งบอกถึงความเป็นปึกแผ่น หรือมีอำนาจต่อรองแต่อย่างใดไม่ หากจะถามว่า ต่อรองกับใคร ก็ต้องตอบว่า ต่อรองกับฝ่ายใดก็ตามที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และผลประโยชน์ของหมอลำ หรือแม้แต่ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ล้มหมอนนอนเสื่อ หรือเสียชีวิต ศิลปินหมอลำ ผู้เชิดชูศิลปะของชาติ และธำรงรักษาสมบัติของชนเชื้อด้วยชีวิต กลับไม่มีใครเหลียวแลแม้แต่จะชายหางตา

ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายที่คอยจ้องหาผลประโยชน์จากหมอลำอยู่ไม่หยุดหย่อน ดังที่หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล หมอลำกลอนวัย ๖๔ ผู้อาวุโสสูงสุดประจำซอยโอละนอ สะท้อนให้ฟัง ...
“ที่เจออยู่บ่อยๆ ก็คือเจอพวกนายหน้าที่คอยหาเปอร์เซ็นต์ เช่น รับเงินจากเจ้าภาพมา ๓ หมื่นบาท แต่จ้างเราเพียง ๑ หมื่นบาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง จะพอใจที่จะรับงานนี้หรือเปล่า ถ้าไม่พอใจก็ไม่รับ”

ในอีกทางหนึ่ง การมีสำนักงาน แทนที่จะเป็นผลดีต่อตัวหมอลำเอง แต่กลับพบว่า สำนักงานได้กลายเป็นภาระให้หมอลำต้องแบก ... แบกจนสายตัวแทบขาดทีเดียว

หมอลำประสิทธิ์ มิตรอีสาน หนึ่งในเจ้าของสำนักงานแจงว่า ค่าใช้จ่ายตายตัวที่ผู้เป็นเจ้าของต้องแบกรับมีสารพัด ตั้งแต่ ค่าเช่าสำนักงาน ค่าน้ำและค่าไฟ และค่าภาษีป้าย
“ตอนนี้เองก็คงเป็นเรื่องค่าเช่าห้องสำนักงาน ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะขึ้นจาก ๑,๒๐๐ เป็น ๒,๐๐๐ บาท ขนาดห้องสภาพก็ไม่ดี พื้นก็ทรุด ถ้ามีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลด้านความเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัยบ้างก็คงจะเป็นการดี เพราะบางคนก็ไม่มีไร่นาที่จะทำก็ ต้องอยู่ที่นี่ตลอด และในช่วงฤดูฝนก็ไม่ค่อยมีงานเข้ามาก็ลำบากกัน”

ส่วนหมอลำทองพูล หนวดเหล็กผู้อาวุโสอันดับต้นๆ ของซอยได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของหมอลำที่ต้องตั้งสำนักงาน ว่า
“หมอลำนั้นเกิดอยู่บ้านนอก ไม่ได้เกิดอยู่ในเมือง จำเป็นต้องได้หาที่อยู่ เพราะตามบ้านนอกนั้น งานจ้างน้อย อยู่ในเมืองมีการสัญจรไปมาสะดวก และมีการท่องเที่ยว ผู้คนสัญจรไปมาเยอะ ก็จะได้เห็นป้ายชื่อของหมอลำ ก็ได้รับงานเพิ่มมากขึ้น แต่การมาตั้งสำนักงานที่ตัวเมือง มันก็มีค่าใช้จ่ายสูง ค่าเช่าบ้าน ค่ากับข้าว ค่าน้ำ ค่าไฟ ทุกสิ่งอย่างถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด”

ทางด้านหมอลำซิ่ง หมอลำพรเจริญ ปากเข็ด เอ่ยปากเหมือนอยากบอกศาลาเต็มแก่
“คิดว่าถ้างานแสดงยังน้อยแบบนี้ ก็คงจะอยู่ลำบากพอสมควร หรืออาจจะอยู่ไม่ได้เลย คงจะต้องไปตั้งสำนักงานที่บ้าน ดูแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้น หรืออาจจะต้องเปลี่ยนอาชีพไปหาทำงานอย่างอื่น เพราะว่าค่าใช้จ่ายสูงมาก เช่น ค่าน้ำและค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหารการกิน ภาษีป้าย”

แม้จะยากแค้นกันเพียงใด หมอลำก็ไม่เคยร้องแรกแหกกระเชอให้ใครสงสาร หากแต่พยายามช่วยเหลือกันเป็นการภายในมาตลอด ถึงกับมีการตั้งองค์กรช่วยเหลือขึ้น แต่ด้วยภาระที่ทุกคนต่างก็แบกจนหลังไหล่ลู่ ทำให้องค์กรเหล่านั้นง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่เป็นโล้เป็นพายอย่างที่ตั้งหวังกัน

หมอลำในอุดรธานีได้การตั้งองค์กรของตนเองขึ้นเป็นระยะๆ เช่น สมาคมหมอลำอุดรธานี ซึ่งหมอลำสมบัติ ศรีทะบาล สะท้อนให้เห็นเนื้อในขององค์กร ดังนี้
“ปัจจุบันนี้ก็มีการตั้งสมาคมหมอลำอุดรแล้ว มีพ่อครูจันทร์ดี รักคำพัน เป็นครูสอนหนังสือเด็กด้วย เป็นนักประพันธ์กลอนลำด้วย แต่ไม่ได้เป็นหมอลำ ตั้งอยู่ตรงซอยโนนขมิ้น ก็ขึ้นชื่อเอาไว้เฉยๆ แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการออกมาบริหารอะไรเลย คงจะตั้งขึ้นมาเฉยๆ และอีกอย่างหนึ่งก็คงเป็นเพราะว่าสถานที่ตั้งนั้นอยู่ไกลจากสำนักงานหมอลำ จึงไม่ค่อยมีใครอยากจะไปกันสักเท่าไหร่”

ส่วนหมอลำฝ่ายหญิง ยุภา สายลมเย็น ก็วิพากษ์วิจารณ์ ซ้ำว่า
“สมาคมหมอลำอุดรตั้งขึ้นโดยการที่หมอลำส่วนใหญ่ไม่รับรู้ คนที่ตั้งก็ไม่ได้เป็นหมอลำ และก็ไม่เห็นมาบริหารอะไร”

ดังนั้น ในเวลาต่อมา ณ ซอยข้างวัดมัชฌิมาวาส-ซอยโอละนอ เหล่าศิลปินหมอลำจึงได้รวมตัวกันตั้งเป็นชมรมของพวกตนขึ้น โดยชื่อว่า “ชมรมศิลปินพื้นบ้านอีสาน จังหวัดอุดรธานี” งานหลักของชมรมที่เห็นเป็นรูปธรรม คือ การช่วยเหลือในการเกลี่ยงานแสดงให้ทั่วถึงกัน และชักส่วนแบ่งจากรายได้ร้อยละ ๑๐ เข้าชมรมฯ โดยมีหมอลำเทวี ฟ้าฮวน เป็นประธาน มีรองประธาน ๒ คน คือ หมอลำยุภาพร สายลมเย็น และหมอลำสมบัติ ศรีทะบาล ส่วนหมอลำทุกคนในซอยต่างก็เป็นกรรมการและสมาชิก

หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล รองประธาน เล่าถึงที่มาของกิจกรรมหลักของชมรม ว่า
“ส่วนแบ่งที่หมอลำเราแบ่งให้กันนั้น ก็คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ในอัตราร้อยละ ๑๐ การที่เริ่มคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แบบนี้ ก็เริ่มมาจากสมาคมหมอลำอีสานที่ตั้งอยู่จังหวัดขอนแก่น และสาขาที่ตั้งอยู่อุดรธานี คือ พ่อทองคำ เย็นวัฒนา นี่หละ ได้เริ่มแบ่งกันเช่นนี้ จนมาถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง”

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีเสียงสะท้อนต่อบทบาทของชมรมฯ จากหมอลำทุกสำนักงาน เพราะการช่วยเหลือดังกล่าวไม่สู้จะมีประโยชน์โภชน์ผลนัก ดังเสียงสะท้อนจาก หมอลำสำรวย เสียงกระดิ่งทอง

“ปัจจุบันมีชมรมศิลปินพื้นบ้าน จ.อุดรธานี ก็จริงอยู่ แต่ก็ยังไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ก็ยังเหมือนกับไม่มีชมรม ผมก็เคยมีโครงการตั้งชมรมมาหลายครั้งตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๔๘ แต่แล้วก็เป็นไปไม่ได้ เพราะต่างคนพูดไปตามความคิดของใครของมัน ไม่ยอมฟังซึ่งกันและกัน เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าต่างคนต่างคิดว่าตัวเองเรียนมาจบแล้ว สามารถที่จะออกหากินด้วยตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องพึ่งพาใครก็ได้ ก็เลยไม่สนใจผู้อื่น จึงได้อยู่อย่างนี้จนทุกวันนี้”

หมอลำยุภา สายลมเย็น แม้จะอยู่ในฐานะรองประธานชมรม คนที่ ๑ ก็ยังอดวิพากษ์ชมรมฯ ไม่ได้ และยังได้แสดงทัศนะถึงเงื่อนไขการรวมกลุ่มของหมอลำประกอบ ว่า
“ชมรมตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลืองานทางราชการเสียมากกว่า ไม่ได้ช่วยพวกหมอลำด้วยกัน เช่น ทางจังหวัดขอให้ช่วยไปแสดงานทุ่งศรีเมืองในนามชมรม ... ที่เป็นอย่างนี้ อาจจะเป็นเพราะหมอลำชอบอยู่แบบอยู่ใครอยู่มัน จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือกัน หรืออาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีเวลาที่จะมาพบปะพูดคุยกัน เพราะต่างคนก็ต่างมีงานของตัวเอง ส่วนมากหมอลำจะคิดว่า ช่วงนี้พอหาเงินได้ ก็หากันไป ไม่คิดว่าจะอยู่ถาวรอะไร ส่วนมากคิดแบบนี้ ... ลึกๆ แล้ว ก็อยากให้มีการตั้งเป็นสมาคมหรือชมรมที่เป็นจริงเป็นจัง มีแนวทางที่ชัดเจน มีที่ปรึกษาที่ดี ก็คงจะมีอะไรที่ดีกว่านี้”

ฝ่ายหมอลำสมบัติ ศรีทะบาล รองประธานชมรมฯ คนที่ ๒ ได้ตอกย้ำเข้าอีก ว่า
“ปัจจุบันนี้มีชมรมหมอลำศิลปินพื้นบ้านอุดรธานี แต่ก็ไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก และก็ไม่มีบทบาทอะไร มีหมอลำเทวีเป็นประธาน ก็คงจะเป็นประโยชน์ก็ตอนที่รัฐมีงานอยากให้ช่วยในนามชมรมฯ เช่น งานทุ่งศรีเมืองของจังหวัด ก็ได้ให้ชมรมหมอลำร่วมแสดง โดยจัดเวทีและเครื่องเสียงให้ ให้ค่าน้ำชากาแฟ และค่าแรง ถือว่าไม่ได้เลยจะดีกว่า เพราะให้คนละ ๒๐๐ เท่านั้นเอง”

อย่างไรก็ตาม สถานะอันแท้จริงของชมรมศิลปินพื้นบ้านอีสานจังหวัดอุดรธานี คงไม่มีใครสะท้อนได้ชัดเจนเท่า เทวี ฟ้าฮวน ผู้เป็นประธานชมรมฯ
“คิดว่าเรื่องนี้ไม่พูดจะดีกว่า ไม่มีใครเขามาสนใจหรอกหมอลำน่ะ เราอยู่ของเราอย่างนี้ดีกว่า ถ้าจะให้พูดกันจริงๆ แล้ว ส่วนมากก็มีแต่หมอลำนี่แหละที่ช่วยรัฐ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็มาขอให้ชมรมหมอลำอุดรช่วยหน่อยนะ ค่าแรงก็แทบไม่ได้ ก็มีแต่ค่ารถ ค่าอาหาร เท่านั้น มันไม่คุ้มหรอก แต่ก็ช่วยเหลือรัฐมาตลอด ที่ได้ก็คงเป็นความภูมิใจที่ได้ช่วยการกุศล รัฐไม่เคยถามว่าค่าตอบแทนจะได้เท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็น ให้ช่วยแต่งกลอนลำในการรณรงค์เรื่องยาเสพติด เรื่องโรคภัยต่างๆ หรือช่วยไปฝึกสอนนักเรียนโรงเรียนต่างๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นและอื่นๆ...

“อย่างสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานีเอง พอมีงานที่จะใช้เราช่วยก็มาหา ขอให้หมอลำช่วย แต่พอเสร็จงานแล้วก็ไม่มาหาอีกเลย ไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับหมอลำ พอจะให้เราได้ชื่นใจบ้าง ว่า เขายังเห็นความสำคัญของหมอลำ”

ใครล่ะที่ช่วยได้?!

เมื่อการก่อตั้งองค์กรกันเอง ก็มีอันต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า บรรดาหมอลำจึงหันไปมองที่รัฐ ในฐานะที่เคยช่วยทางราชการมานานปี มิใช่การทวงสิทธิ์ แต่คนที่ทำงานทั้งชีวิตในการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติมาอย่างต่อเนื่อง รุ่นแล้วรุ่นเล่า น่าจะมีสิทธิ์อันชอบธรรม ในอันที่จะเรียกร้องเอากับรัฐบ้าง เช่น ควรสนับสนุนให้หมอลำได้มีสถาบัน ที่เทียบเท่าสถาบันการศึกษาได้ยิ่งดี หรือไม่ รัฐก็ควรจัดสวัสดิการให้แก่หมอลำ เพื่อเป็นการอุ้มชูคนทำงานเมื่อถึงวัยปลดระวาง หรือมีมาตรการที่เอื้อให้หมอลำได้มีบทบาทสร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อเป็นตัวตายตัวแทน ซึ่งหากรัฐให้ได้ ผลดีก็จะตกแก่ศิลปะ อันเป็นมรดกของชาติในที่สุด

หมอลำสมบัติ ศรีทะบาล เผยความในใจว่า
“เพียงแต่ต้องการให้ช่วยคิดว่า จะทำอย่างไรจึงจะอนุรักษ์หมอลำกลอนให้สืบทอดไปสู่ลูกสู่หลานได้ จะมาช่วยตั้งชมรมให้พวกผมเป็นครูสอนก็ได้ ผลัดเปลี่ยนกันก็ได้นะ ค่าตอบแทนก็คงจะไม่เรียกร้อง จะขอเอาจากลูกศิษย์ที่มาเรียนเอง เพราะใครที่ได้เรียนแล้ว ก็สามารถทำเป็นอาชีพอีกอาชีพหนึ่ง ที่สามารถจะหาเลี้ยงครอบครัวได้ ถ้าคนความจำดีเรียนลำไม่เกิน ๓ เดือนก็ออกหากินได้แล้ว”

ส่วนหมอลำประสิทธิ์ มิตรอีสาน ถึงแม้จะเห็นด้วยกับแนวทางที่จะสร้างโครงสร้างหรือองค์กรของหมอลำ แต่เมื่อคำนึงถึงความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นห่วงว่าจะพังอย่างที่เคยเป็น
“ปัจจุบันงานก็น้อยลง การแข่งขันกันของหมอลำก็มากขึ้น ใครมีทุนเยอะทีมงานใหญ่กว่า ก็ได้รับงานเยอะ ก็อยากให้มีการตั้งชมรมขึ้นมาดูแลหมอลำ ก็คงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ ...แต่ก็คงจะเป็นไปได้ยาก เพราะหมอลำในหน้าเทศกาล ต่างคนก็ต่างออกหาลำ ทำการแสดงของใครของมัน ไม่ค่อยมีเวลาที่จะมาพบปะพูดคุยกันสักเท่าไหร่ พอหน้าฝนก็กลับบ้านไปทำไร่ทำนากัน ก็เลยไม่รู้ว่าการตั้งชมรมจะเริ่มจากใครหรือเริ่มจากตรงไหนดี”

หมอลำซิ่ง หมอลำพรเจริญ ปากเข็ด เสนอว่า
“ก็อยากให้ช่วยมาดูว่า ทำไมหมอลำจึงไม่ค่อยมีงาน มาช่วยดูแลสวัสดิการบ้างก็คงจะดี เช่น มีกองทุนให้หมอลำผู้ที่ขาดแคลนก็สามารถนำไปช่วยบรรเทาได้”

แต่บทสรุปของหมอลำทองพูล หนวดเหล็ก ผู้อาวุโส และผ่านโลก ผ่านเวที ผ่านชีวิตมามาก ได้สรุปอย่างน่าหดหู่ว่า
“ก็ไม่มีใครมาเหลียวแลหมอลำกลอนหรอก ก็มีแต่ตาสีตาสาบ้านนอกเรานี่แหละดูแลกัน พวกข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่มาเห็นถ้าชื่นชอบก็จ้างไปช่วยงาน ... ก็แค่นั้น แต่ไม่มีกฎหมายใดๆ มารองรับหมอลำกลอนอย่างพวกเราเลย คือ กฎหมายนั้นข้ามพวกเราไปแล้ว คิดว่าเราเป็นหมอลำ คอยลำเสพงันตามประเพณีเท่านั้น”

หมอลำทองพูล หนวดเหล็ก ปัจจุบันอายุ ๖๑ ปีแล้ว เป็นคนรุ่นครูบาอาจารย์ เปิดเผยว่า หมอลำเมื่อแก่ตัวลง มีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาศัยกินบุญเก่าไปวันๆ ไร้การเหลียวแล
“การเป็นอยู่ของหมอลำรุ่นครูนั้นก็พออยู่ได้เพราะลูกศิษย์ลูกหาบ้าง ในการตอบแทนพระคุณ บ้างครั้งก็เป็นเงินบ้าง เป็นข้าวและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ บ้าง นี่คืออาชีพของหมอลำ ของคนบ้านนอก เพราะว่าใจมันชอบการเป็นหมอลำแล้ว ถึงจะจนก็ทนจะมีเงินก็อยู่บนจุดนี้เหมือนเดิม”

แต่ถ้าหากรัฐจะยื่นมือเข้าช่วย ก็อยากให้ช่วยเรื่องต่อไปนี้
๑) เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุก็อยากมีสวัสดิการบ้างตามสมควร หรือถ้าเสียชีวิตก็น่าจะมีเงินส่วนหนึ่งมาช่วยบ้าง
๒) ถ้าขึ้นรถไฟหรือรถสาธารณะก็ดี ก็อยากให้มีบัตรนักแสดงหมอลำที่มีอายุมากแล้ว ได้รับส่วนลดค่าโดยสารสักร้อยละ ๒๐-๓๐
๓) อยากให้มีหน่วยงานรัฐมาช่วยผลักดันให้เกิดการประชุมหารือ รับฟังความคิดเห็นของครูบาอาจารย์หมอลำบ้าง จะได้รับรู้แนวทางความต้องการของหมอลำในสิ่งที่ขาดเหลือ และหมอลำก็จะได้พบปะพูดคุยหารือกันไปในตัว เพื่อความอยู่รอด และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในอาชีพหมอลำ
๔) ในแต่ละปี น่าจะมีเงินสักก้อนหนึ่งจากหน่วยงานของรัฐ มาช่วยเหลือเป็นรายบุคคลตามอายุการเป็นหมอลำ เหตุผลก็คือ เพราะหมอลำนั้น เป็นสื่ออีกประเภทหนึ่ง หรือเป็นพระอีกองค์หนึ่งที่สอนสอนคนให้เป็นคนดี เพราะว่าไมโครโฟนอยู่กับเราทั้งคืน เราสามารถเลือกที่จะพูดอะไรก็ได้ให้ผู้มาชมฟังว่าอะไรดีไม่ดี อะไรถูกอะไรผิดได้

สมบัติ ศรีทะบาล ขอว่า
“ถ้าจะมีการช่วยเหลือ ควรพิจารณาความวิตกของหมอลำ หมอลำกลัวว่าหมอลำกลอนจะสูญหายไป เพราะหมอลำรุ่นใหม่ทุกวันนี้ลำกลอนไม่เป็นเลยก็ว่าได้ มีแต่ลำซิ่งแล้วร้องเพลงอย่างเดียว ไม่มีการลำเป็นกาพย์เป็นกลอน จึงรู้สึกเป็นห่วงตรงนี้อยู่มาก”

เป็นมาแต่ดนแล้ว

หมอลำ ถือว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพกลุ่มหนึ่งของประเทศ เพราะหมอลำถือว่าเป็น “ผู้รู้” คือ รู้ทั้งคดีโลก คดีธรรม อีกทั้งมีปฏิภาณไหวพริบเป็นเลิศ เพราะหากขาดซึ่งปฏิภาณเพียงอย่างเดียวแล้ว ก็ไม่สามารถเป็นหมอลำได้ โดยเฉพาะหมอลำกลอน หมอลำกลอนทุกคนจึงมีศักยภาพที่พร้อมจะโน้มน้าวผู้คนให้คล้อยตามได้โดยไม่ยาก ดังนั้น การเคลื่อนไหวของหมอลำจึงมีมาโดยตลอด เพียงแต่สังคมวงกว้างไม่ค่อยได้รับรู้เท่านั้น

ในอดีต คนกลุ่มนี้ไม่เคยนิ่งดูดาย หรือปล่อยให้สภาพการณ์ผ่านเลยไปเปล่าๆ ปลี้ๆ หากแต่มีความพยายามตั้งองค์กรของหมอลำมาเป็นลำดับ ทั้งระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับประเทศ แต่ก็ล้มไม่เป็นท่า ไม่มีประสิทธิผลในความเป็นจริง

จากข้อเขียน “ขอตั้งเป็นสหพันธ์สมาคม” ของหมอลำสุทธิสมพงษ์ สท้านอาจ หรือปัจจุบัน คือ หลวงพ่อสุทธิสมพงษ์ กนฺตธมฺโม ทำให้รู้ว่า มีความพยายามอย่างยิ่งยวดในหมู่หมอลำระดับนำ ในอันจะจัดตั้งองค์กรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของหมู่กลุ่ม ซึ่งหากพิจารณาให้ถ่องแท้ มองให้ทะลุถึงธาตุแห่งคุณความดีในตัวหมอลำที่ลอยเด่นในจิตใจทุกดวงก็จะเห็นว่า ทุกครั้ง ทุกการเรียกร้อง สิ่งที่หมอลำนำเสนอ คือสิ่งที่อยู่เหนือกว่าผลประโยชน์เฉพาะตน เฉพาะหมู่เหล่าของหมอลำเสมอ

พวกเขาเป็นห่วงว่า ศิลปวัฒนธรรมของชาติจะดับสูญไปพร้อมๆ กับร่างของพวกเขา!!

และเพื่อให้เห็นแนวคิดของหมอลำ จึงขอนำข้อเขียนดังกล่าวมาแสดงให้ปรากฏโดยไม่ตัดทอน ดังนี้
ในระหว่างสมาคมหมอลำกำลังรุ่งเรือง นายทองมาก จันทะลือ หมอลำผู้สำคัญในจังหวัดขอนแก่น จึงได้เชื้อเชิญนายกสมาคมหมอลำหลายแห่งมาปรึกษา เพื่อรวมสมาคมต่างๆ เข้าเป็นศูนย์ใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เราจะได้ทุนจากผู้มีจิตเมตตาจะส่งเสริมเพราะเวลานี้ เราดำเนินงานโดยลำแข้งของตนเอง มันก้าวไปไม่ได้ผลเท่าที่ควร คณะกรรมการมาประชุมเห็นพร้อมให้นายทองมาก จันทะลือ เป็นนายกสหพันธ์หมอลำแห่งประเทศไทย วางระเบียบข้อบังคับคล้ายสมาคมอื่นๆ ผิดกันบ้างก็แต่เรื่องส่งเสริมหมอลำเท่านั้น

ต่อมา พวกคณะกรรมการบริหารงานก็ติดต่อวงในทางรัฐบาล เผื่อว่าทางรัฐจะลืมตามาดูบ้าง งานไม่มีเงินเดือน หาผู้จะเฝ้าและดำเนินงานสหพันธ์ก็ร่อยหรอลงทุกที ผลสุดท้ายก็ล้มไปโดยปริยาย

ในคราวตั้งสหพันธ์สมาคมหมอลำแห่งประเทศไทยนั้น ข้าพเจ้าผู้เขียนนี้ได้เสนอวัตถุประสงค์ไว้ดังนี้
๑. ตั้งโรงเรียนสอนหมอลำ โดยเฉพาะให้มีครูสอนครูฝึกจากอาจารย์ที่หมอลำเชื่อถือ ให้หมอลำมีความรู้และศิลปินแบบใหม่เสมอ
๒. เสนอกิจกรรมนี้เข้ากับมหาวิทยาลัย ให้เป็นวิชานี้แขนงหนึ่งในสถาบันการศึกษา ให้เรียนทุกวิชาเช่นกัน การเรียนเป็นหมอลำนี้ ถ้าผู้บุญวาสนาส่งทางนี้ จะออกหาอาชีพเลยก็ได้ ถ้าผู้สมัครเรียนไปเรื่อยๆ ก็ให้มีสิทธิมีชั้นเหมือนอย่างนักศึกษาทั่วไป ถ้าหมอลำดีจากมหาวิทยาลัยแล้ว คิดว่าจะเก่งและเป็นระเบียบ เป็นตัวอย่างแก่หมอลำทั่วไปด้วย

แต่ว่างานดังกล่าวเราจะปรึกษากับใคร จะได้ทุนจากที่ไหน นี้แหละจึงว่าหมอมีมีค่านิยมจากมหาชนเป็นอันมาก ยังไม่มีผู้วิจัยหาเหตุผลช่วยเหลือเขาไว้บ้าง รู้อยู่แล้วว่า เขาเป็นผู้รักษาวรรณกรรม ประเพณีอันดีงามของไทยไว้

หมอลำนี้ ตามประวัติแล้วเขาเป็นคนดีเป็นส่วนมาก ไม่ค่อยมีข่าวว่าเขาเป็นโจรผู้ร้าย หมอลำเป็นสื่อมวลชนได้ดี ไม่ค่อยมีผู้รังเกียจ เขาพูดให้คนรักก็ได้ พูดให้คนชังก็ได้ พูดให้คนรักก็ได้ พูดให้มีความรู้ก็ได้ ไม่ว่าธรรมโมธรรมะ เขาศึกษาทุกอย่าง รายได้เขาก็ดี ข้าราชการได้เดือนละ หมอลำเขาได้คืนละ เรารู้อยู่แล้วว่า หมอลำมีรายได้ดี สำหรับหมอลำดี กาลออกพรรษาเวลา ๑ เดือน งานเขามีทุกคืนจนรับเอาไม่ไหว เว้นแต่กาลเข้าพรรษาจึงมีงานบ้างเล็กน้อย และเป็นเวลาหมอลำหยุดพักเตรียมหาข้อมูลใหม่ออกแสดง ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวก็เช่นกัน มีงานว่างเล็กน้อยเท่านั้น


แต่สิ่งที่น่าสังเวชก็คือ นอกจากรัฐไม่มีแม้แต่ความคิดจะอุ้มชูผู้ธำรงศิลปะของชาติแล้ว รัฐเองยังจ้องที่จะขูดรีดเอารายได้จากหยาดเหงื่อและน้ำลายของหมอลำแบบไม่วางสายตา อดีตหมอลำสุทธิสมพงษ์ ยกรูปธรรมและระบายความในใจไว้ในข้อเขียน “สรรพากรคิดจะเก็บภาษี” ดังนี้

แผนกสรรพากร มองรายได้ของหมอลำอยู่ตลอดเวลา เห็นว่าเขามีรายได้มาก คิดหาทางเก็บภาษี ครั้งหนึ่ง มีการประชุมสหพันธ์สมาคมหมอลำที่จังหวัดขอนแก่น สรรพากรจังหวัดแจ้งมาให้สหพันธ์ทราบว่า จะมาประชุมร่วม เพื่อพิจารณาเก็บภาษีรายได้จากหมอลำ ทางสหพันธ์ก็ไม่ขัดข้อง ถึงวันเวลาเขาก็มาจริง

ถึงวาระสรรพากรก็ขึ้นกล่าวขอเก็บภาษีรายได้จากหมอลำ ทั้งลำกลอนและลำหมู่ ฝ่ายสมาชิกหมอลำ ขอคัดค้านว่า ท่านจะเก็บแบบไหน ด้วยวิธีใด หมอลำหมู่เขามีหลายคน แบ่งรายได้ไม่เหมือนกัน และทุกงานก็ไม่เหมือนกันหมด และมีพระราชบัญญัติแล้วหรือยัง แฉกันไปกันมา จะให้นายกสมาคมทุกสมาคมเป็นผู้จัดสรรและเก็บจากหมอลำไปเสียเอง ต่างก็ไม่มีผู้รับรอง หมอลำรับเงินก็ไม่มีใบเสร็จ ก็ลงเอยกันไม่ได้

สุดท้ายก็ขออนุญาตพูดกับสรรพากรจังหวัดว่า หมอลำเขาก็หากินตามประสาเขา ฝ่ายรัฐไม่มีการช่วยเหลือและส่งเสริม อย่าเก็บจากเขาดีกว่า เขาหาเช้ากินค่ำ เขาลำได้คนละเล็กละน้อยก็จะมาเก็บภาษี มันเป็นการไม่เป็นธรรม รถยนต์ได้สร้างทางให้เขา ไปเก็บนั้นถูกต้อง ขอให้ท่านดำริไปทางอื่นจะดีกว่า ว่าแล้วก็เลิกกันไป


หมอลำไม่มีวันตาย

ทองพูล หนวดเหล็ก ผู้ตั้งปณิธานว่า “ทั้งชีวิตจะไม่ทอดทิ้งศิลปะการแสดงหมอลำกลอน เพราะเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงลูกให้โต มีอยู่มีกิน มีวัวมีควาย มีบ้าน มีที่อยู่อาศัย” โดยได้แสดงความคิดเห็นต่อวงการหมอลำในฐานะตัวแทนหมอลำทั้งมวลจาก “ซอยโอละนำ” เป็นการทิ้งท้ายว่า

“กลัวว่าจะไม่มีคนมาช่วยสืบทอดกลอนลำ กลัวไม่มีใครมาเรียนต่อจากพวกเรา นี่แหละน่าสงสารมาก เพราะว่าลูกหลานทุกวันนี้ จะหาคนมาเรียนลำกลอนเหมือนพวกเรานั้นมีน้อยเหลือเกิน หายากมาก กลัวว่ามันจะเสื่อมลง เพราะเป็นอย่างทุกนี้ หมอลำซิ่งก็ยุบกันมากแล้ว เหลือแต่ วงอิเล็คโทน กับหมอลำกลอน เพราะหมอลำกลอนลำทั้งคืนก็ไม่มีคนตีกัน มันก็เลยอยู่ได้
“ก็เลยคิดว่ากลัวจะไม่มีใครมาเรียนสืบทอดต่อไป ถ้าบอกพวกลำซิ่ง เขาก็พูดว่าคิดก่อน ไม่ค่อยชอบที่จะเรียนรู้กัน ก็รู้สึกน้อยใจอยู่บ้างเล็กน้อยเหมือนกันล่ะนะ ถ้าทางการเข้ามาช่วยอบรมหาผู้สืบทอดและช่วยหนุนเสริมบ้างก็คงจะดี”


หมอลำคือศิลปะชั้นสูง และเป็นศิลปะในการดำรงชีวิต ดังจะเห็นได้ว่า หมอลำสามารถดำรงตนอยู่ได้ทุกสถานการณ์ และอยู่ได้อย่างมีชีวิตชีวา คือ “ม่วนซื่น”

หมอลำเลือกที่จะมองโลกในด้านดี และหมอลำที่เป็นหมอลำแท้ จึงสามารถจะอยู่คู่กับวิถีชีวิตของชาวบ้านตลอดไป ไม่ว่าค่าจ้างจะขึ้น-ลง หรือชาวบ้านจะยากดีมีจนเพียงใดก็ตาม ฟังทัศนะของ “หมอลำแท้” อย่าง ทองพูล หนวดเหล็ก ก็จะรู้ว่า ชีวิตหมอลำนั้นเป็นชีวิตที่น่ารื่นรมย์เพียงใด

“เมื่อก่อนลำงานละ ๕๐๐ บาท เดี่ยวนี้ลำงานละ ๒๘,๐๐๐ บาท ก็ไม่มีอะไรที่น่าหนักใจ ถึงงานจะห่างๆ บ้าง ก็ทนเอา ... ค่าจ้างเมื่อ ๓๕ ปีก่อน ถ้าใครได้ค่าจ้าง ๒,๐๐๐ บาท นี่ถือว่าสุดยอดแล้วหละ... พอ ๓๕ ปีหลังมานี้ ก็มีเงินจาก ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) มาช่วยทำค่าตัวของหมอลำขึ้นมาเยอะเลยทีเดียว เพราะว่าคนได้เงินจาก ธกส. ...

“พ่อก็จะบอกกับลูกๆ ว่า ถ้าพ่อเสียชีวิตให้เอาหมอลำดาวใจ ดาวจะเด็ด กับหมอลำทองพูน หนวดเหล็ก มาลำในงานอุทิศส่วนกุศลให้แหน่เด้อ ราคาเท่าไหร่ก็จ้างมาเด้อ ผู้เป็นลูกเมื่อพ่อสั่งไว้เช่นนั้น ราคาค่าจ้างเท่าไหร่ก็จ้าง”


--------------------------------------------------------------------------------------------------------
[1]ชื่อจริง “เทวี บุตรตั้ว” เป็นหมอลำกลอนที่มีชื่อเสียง ได้รับรางวัลหลายรางวัลจากงานประพันธ์กลอนลำ เปิดสอนหมอลำ จนลูกศิษย์สามารถออกแสดงได้และประสบความสำเร็จแล้วหลายรุ่น เป็นเจ้าของโครงการอนุรักษ์และเผยแพร่ ภูมิปัญญาด้านการแสดง “โครงการส่งเสริมศิลปินพื้นบ้านอีสาน สาขาหมอลำกลอน” จังหวัดอุดรธานี โดยเป็นวิทยากรฝึกสอนเยาวชนและผู้ที่สนใจตามโรงเรียนต่างๆ จนถึงปัจจุบัน.

*************************************************
บรรณานุกรม
สุทธิสมพงษ์ สท้านอาจ. หลวงพ่อ. ชีวประวัติและกลอนลำของหมอลำสุทธิสมพงษ์ สท้านอาจ (๒๕๓๖.)


ที่มา : ปัญญา คำลาภ (222.123.49.88) [2010-03-01 12:14:00]

[ ปิดหน้าต่างนี้ ]
 
ศูนย์ข้อมูล กป.อพช. อีสาน 53/1 ซ.สระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000