ชีวิตชาวบ้านนักต่อสู้ราษีไศลและหัวนา ท่ามกลางการชุมนุมยืดเยื้อในฤดูการผลิต

"ชีวิตชาวบ้านนักต่อสู้ราษีไศลและหัวนา ท่ามกลางการชุมนุมยืดเยื้อในฤดูการผลิต" บางช่วงบางตอน จากคมความคิดและบทบันทึก ท่ามกลางการอยู่เคียงข้างชาวบ้านในการชุมนุมยืดเยื้อ 6 เดือน ของ 'สนั่น ชูสกุล' ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน ตีพิมพ์ครั้งแรกในเนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 18 ฉบับที่ 894 [17-23 ก.ค.2552]

๑.



ชาวนาแห่งลุ่มน้ำมูน ๒,๕๐๐ ครอบครัว จาก ๓ จังหวัด ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนราษีไศล – เขื่อนหัวนา สองเขื่อนใหญ่ที่สุดในโครงการโขงชีมูล พวกเขาในนาม “สมัชชาคนจน” พากันชุมนุมปิดล้อมหัวงานเขื่อนราษีไศล จ.ศรีสะเกษ มาตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ เดือนกว่ามาแล้ว ปรากฏเป็นข่าวแก่สังคมสังคมไทยเพียงเล็กน้อย ท่ามกลางความครึกโครมของข่าวหมีแพนด้าน้อย ข่าวการตายของไมเคิล แจ๊คสัน เดวิด คาราดีน และข่าวการขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจของการเมืองระดับเบื้องบน

ปัญหาความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนราษีไศล-หัวนา นับตั้งแต่พวกเขาลุกขึ้นมาต่อสู้ในปี ๒๕๓๖ นับได้ ๑๖ ปีแล้ว ซึ่งมีรัฐบาลมาแล้วทั้งสิ้น ๑๐ รัฐบาล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งด้านการสูญเสียอาชีพ สูญเสียที่ทำกิน และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การแพร่กระจายของดินเค็ม การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำป่าทาม เหล่านี้ยังเป็นปัญหายืดเยื้อ

๑๖ ปีมาแล้ว บรรดาบริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัทขายปูน ขายเหล็ก ขายทราย บริษัทที่ปรึกษาสำรวจ ออกแบบควบคุมการก่อสร้าง ล้วนได้ทำกำไรจากธุรกิจของเขาไปเสร็จสรรพ ข้าราชการผู้ดูแลโครงการเปลี่ยนชุดกันมาหลายชุด หลายคนได้เลื่อนขึ้นชั้นตำแหน่งไปเป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวงไปแล้ว เหลือแต่เขื่อนที่ได้ประโยชน์น้อยนิด กับผลกระทบมหาศาลไว้ให้กับชาวชุมชนลุ่มน้ำมูนรับทุกข์ที่แก้ไม่มีวันเสร็จต่อไป เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับข้าราชการและระหว่างชาวชุมชนกันเองไม่รู้จบสิ้น

เพียงครึ่งชั่วโมง สนามหญ้าและสวนหย่อมรอบสำนักงานเขื่อนราษีไศล ดาษดื่นไปด้วยกระโจม กระท่อมที่ปลูกสร้างขึ้นมาง่ายๆ เพื่อกันแดด กันฝน หลับนอน ประกอบอาหาร เครื่องนอนเครื่องครัวถูกขนเข้ามาติดตั้งอย่างง่ายๆ และเมื่อเวลาผ่านไปก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตั่ง เตียง สาด เสื่อ มุ้ง หมอน หมู่บ้านหนึ่งมีสมาชิกหลายคนก็ตั้งครัวทำกินและนอนอยู่ด้วยกัน ผ่านวันคืนแห่ง “การต่อสู้” ที่พร้อมจะ “อยู่นาน”

เขาพากันขนวัสดุอุปกรณ์ที่พอจะขนกันมาได้ มาทำการผลิตอยู่ที่นี่ สานแห สวิง จักตอก ทอเสื่อกก-ผือ บ้างตั้งไฟ ตั้งหม้อสาวไหม วันคืนที่นี่จะไม่มีวันเงียบเหงาและไม่นั่งรอการแก้ไขปัญหาที่พวกเขาเรียกร้องต่อรัฐบาลอย่างเหงาเซ็งและกระวนกระวาย

รอบข้างแต่ละกระท่อม เมื่อผ่านมาเดือนหนึ่ง ปรากฏแปลงผักสวนครัวอยู่เรียงราย เป็นการจงใจบอกกับผู้พบเห็นว่า จะนานเท่าไหร่เราก็จะอยู่และจะขยายพื้นที่การทำกินของเราออกไปเพื่อจะรุกบอกแก่ผู้มีอำนาจว่า อย่าได้นิ่งนอนใจอีกต่อไป เวลา ๑๖ ปี เพียงพอต่อการรอคอยแล้ว

การปักหลักอยู่ที่นี่มีข้อดี ของกินไม่อด สะพายแห มอง ลงไปในแม่น้ำมูน คราวหนึ่งก็มีปลากินเพียงพอ เดินเข้าไปในป่าไม่ไกลมีเห็ด หน่อไม้ และผักธรรมชาติเหลือเฟือ

วันที่ ๒ ของการชุมนุม พวกเขาได้ร่วมกันจัดพิธีไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ร่วมชุมนุม ต่อมาในวันที่ ๒๓ มิถุนายน มีการเฉลิมฉลองและขึ้นป้าย “หมู่บ้านคนจน” โดยมีนายประวัติ รัฐิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดป้าย

การตั้งหมู่บ้าน เป็นสัญลักษณ์สำคัญของการต่อสู้ของสมัชชาคนจนมาหลายหน ที่จะบอกแก่สังคมว่า “เราจะต่อสู้อย่างสันติ โดยใช้ประเพณีวัฒนธรรมของเราเองในการต่อสู้”
ไม่กี่วันต่อมา ชาวชุมชนหมู่บ้านคนจนร่วมกันทำพิธี “ปักตาแฮก” ณ มุมสนามสำนักงานเขื่อนราษีไศล เพื่อไหว้ผีตาแฮกผู้ปกปักรักษาดูแลไร่นาก่อนลงปักดำจริง อันเป็นพิธีที่ชาวนาทุกครอบครัวยึดถือเป็นประเพณีที่เข้มแข็ง

เขาจะทำนาจริงกันที่ไหน?

ชาวชุมชนหมู่บ้านคนจนสื่อสารให้ผู้พบเห็นรู้ว่า ถ้าปัญหาของพวกเขาไม่ได้รับการแก้ไข คงต้องเปลี่ยนสนามหญ้าแห่งนี้เป็นนาข้าว สนามหญ้าที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ทำนาของพวกเขาและถูกรัฐยึดเอาไปเมื่อ ๑๖ ปีก่อน นั่นเอง!

๒.



ท่ามกลางพื้นที่ข่าวที่ให้ความสนใจกับสิงสาราสัตว์มากกว่าคนทุกข์คนยาก สนใจกับ “คนข้างบน” มากกว่า “คนฐานล่างของสังคม” ทั้งข่าวจริงข่าวลวง ชาวม็อบราษีไศล-หัวนา ยังสู้ของเขาต่อไปตามวิถีทางที่เขาเลือกจากการเรียนรู้อย่างเข้มข้นมาเกินทศวรรษ เรียนรู้ธาตุแท้ของหน่วยงานรัฐที่ถือกฎหมายไว้เพื่อ “ไม่แก้ปัญหาให้คนจน” เรียนรู้ว่าต้องยืนหยัด ทำความจริงให้ปรากฏ เรียนรู้ที่จะใช้สันติวิธีที่อยู่บนฐานของสัจจะ การไม่เบียดเบียนทำร้าย และความอดทนพร้อมที่จะทนทุกข์ทรมานเพื่อแสดงสัจจะให้สังคมและคู่กรณีได้เข้าใจ

โรคท้องร่วง ท้องอืดเฟ้อ ไข้หวัด ที่มากับความแปรปรวนของอากาศและน้ำไม่สะอาดโจมตีผู้ชุมนุมอย่างหนัก โรคเครียดตามมา แต่ก็มิอาจลดทอนความตั้งใจของบรรดานักต่อสู้ที่ฝึกฝนจิตใจมาอย่างดี พวกเขาผ่านการชุมนุมมาแล้วทุกสมรภูมิ ที่หัวงานเขื่อน ในท้องอ่างเก็บน้ำ ศาลากลางจังหวัดและหน้าทำเนียบรัฐบาล มีระบบการจัดการภายในที่เยี่ยมยอด การชุมนุมที่นี่วันนี้ ชาวบ้านผึ้ง ต.หนองแค อ.ราษีไศล ๙๔ คน ที่ตั้งครัวกินอยู่ร่วมกัน ออกเงินค่าอาหารกันไปคนละ ๑๕๐ บาท นั่นคือ เฉลี่ยค่ากินเพียงมื้อละ ๑ บาท ต่อคนเท่านั้น มีการจัดตั้งฝ่ายพยาบาลและรักษาความปลอดภัยอย่างรัดกุม มีการประชุมปรึกษาซักซ้อมของฝ่ายต่างๆ กันทุกวัน

แต่ละคนที่มาชุมนุมล้วนมีภาระการงานที่บ้าน ทั้งการทำนา เลี้ยงสัตว์ ดูแลลูกหลาน เมื่อตกลงจะสู้อย่างยืดเยื้อร่วมกันจึงต้องมีวิธีที่จะผ่อนคลายภาระและสร้างระบบช่วยเหลือซึ่งกันและกันขึ้นมาให้ได้ เขาตกลงกันที่จะหมุนเวียนไปลงแขกดำนาให้แกนนำของพวกเขาก่อน นาของ สำราญ สุรโคตร วัย ๔๘ ปี แกนนำเขื่อนหัวนา มีนา ๑๐ ไร่ อยู่บ้านนาแปะ ต.หนองอึ่ง ชาวสมัชชาคน จำนวน ๘๐ คน พร้อมใจกันไปลงแรงช่วยดำนาเพียง ๕ ชั่วโมง ก็เสร็จสรรพ เช่นเดียวกับนาพ่อหรรษ์ เพิ่มผล แม่ผา กองธรรม และนาของแกนนำคนอื่นๆ จากนั้นก็เป็นนาของสมาชิก ที่อาจจะเป็นการลงแขกหรือผลัดกันจ้างตามราคาที่ตกลงกัน ทุกคนก็สามารถทำนาในฤดูนี้ลุล่วงไปได้

บางวันแกนนำอาจขออนุญาตไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ไปประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน งาน อสม. ไปงานบวชลูกหลาน เยี่ยมไข้คนในครอบครัว ไปติดต่อราชการ เสาร์อาทิตย์ลูกหลานก็พากันมาเยี่ยมพ่อแม่ปู่ย่าตายายถึงที่นี่

“เราจะทำให้เขาเห็นว่าวิถีชีวิตของเราเป็นอย่างไร และหลังจากการสร้างเขื่อนเราสูญเสียอะไรบ้าง เราจะเอามาทำที่นี่เป็นการทำอาชีพสร้างรายได้กันอยู่ที่นี่” ไพทูรย์ โถทอง แกนนำประกาศต่อที่ประชุม สองสามวันถัดมา “โครงการเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง” ก็เกิดขึ้น มีการเอาวัวมาเลี้ยง เอากี่ทอเสื่อมาทอในที่ชุมนุม เตาเผาถ่านถูกปั้นขึ้น มีการทำน้ำยาล้างจาน ยาหม่องไว้ใช้เอง การตั้งร้านค้าของหมู่บ้านคนจน

“สหกรณ์คนทาม” ร้านค้าส่วนรวมระดมหุ้นกันหุ้นละ ๒๐ บาท คนละไม่เกิน ๕ หุ้น ถูกตั้งขึ้นเป็นแหล่งกลางการซื้อขายสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิต นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ เดินทางมาเยี่ยมเมื่อวันก่อน ได้เป็นประธานเปิดร้านสหกรณ์และปราศรัยให้กำลังใจชาวบ้าน ก่อนสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์คนทามด้วยจำนวน ๕ หุ้น

ศาลาหลังใหญ่เพื่อใช้กันแดดฝนยามชุมนุม ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ที่สมาชิกบริจาค และมุงด้วยแถบใบตองซาดที่สมาชิกเป็นร้อยคนร่วมกันไปเก็บมาจากป่า ที่นี่จะเป็นที่พบปะ ละเล่น รับแขกผู้มาเยือน เป็นที่ฝึกอาชีพและเป็นที่อบรมบ่มแนวคิดในการต่อสู้กันอย่างเข้มข้น

๓.



ดูเหมือนว่าความขัดแย้งทางสังคมการเมืองไทยในยุคของเรานี้กำลังต้อนผู้คนให้ต่อสู้เอาชนะกันด้วยความรุนแรงทุกขณะ โดยการใช้วิธีสร้างความเกลียดชัง ปลุกให้เกิดความโกรธแค้น โดยใช้สื่อและเครื่องมือที่เหนือกว่าในการต่อสู้ และการต่อต้านโจมตีกันด้วยความรุนแรง เพื่อต้อนคู่กรณีให้เข้ามุม สยบและยอมแพ้ มุ่งให้ประสบชัยชนะโดยเร็วที่สุด

ชาวลุ่มน้ำมูนที่ชุมนุมยืดเยื้ออยู่ที่เขื่อนราษีไศล อาจบอกอะไรแก่เราได้บ้างว่า วิธีการต่อสู้ของพวกเขาก็คือ สู้อย่างไม่ยอมจำนนหรือสยบยอมแก่อำนาจรัฐ แต่การต่อสู้กับรัฐมาอย่างยาวนาน ๑๖ ปี สอนให้เขาได้เรียนรู้มากมายว่า เขาควรต่อสู้ด้วยการแสดงความเป็นจริงในชีวิต ให้ปรากฏทั้งภูมิปัญญา ทั้งปัญหาที่ประสบอยู่ และชี้นำด้วยธรรมะ มากกว่าการบ่มเพาะความเกลียดชังให้โกรธแค้น เพราะเชื่อว่า จะเป็นหนทางที่สามารถสร้างความเข้าใจต่อสังคมและคู่กรณีของพวกเขาให้มาร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ถึงแม้จะต้องแลกด้วยความลำบากยากเข็ญและทุกข์ทรมานเพียงใดก็ตาม

สนั่น ชูสกุล
๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ , หมู่บ้านคนจน เขื่อนราษีไศล



ที่มา : สนั่น ชูสกุล (114.128.121.48) [2010-01-07 18:50:59]

[ ปิดหน้าต่างนี้ ]
 
ศูนย์ข้อมูล กป.อพช. อีสาน 53/1 ซ.สระโบราณ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000